เมื่อพิจารณาการลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัท คำถามพื้นฐานที่ผู้ลงทุนมักต้องการเข้าใจคือกลไกการทำงานและรูปแบบของผลตอบแทนที่ได้รับ โดยหลักการสำคัญคือการซื้อหุ้นกู้สัมพูทธ์กับการให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทผู้ออก ซึ่งบริษัทมีภาระผูกพันทางกฎหมายในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดอายุ แต่ต่างจากการถือหุ้นที่ไม่ได้สร้างกรรมสิทธิ์ในบริษัท ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับเฉพาะดอกเบี้ยและเงินต้นเท่านั้น ไม่ว่าผลประกอบการหรือราคาหุ้นของบริษัทจะสูงเพียงใด
ในแง่ของโครงสร้างผลตอบแทน หุ้นกู้สามารถจัดประเภทได้ตามอัตราดอกเบี้ยทั้งแบบคงที่และแบบลอยตัว โดยแบบลอยตัวอาจมีการปรับอัตราเป็นระยะ เช่น ทุก 6 เดือน ตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด นอกจากนี้ยังจำแนกตามอายุการครบกำหนดชำระ ซึ่งแบ่งออกเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยหุ้นกู้ระยะยาวมักเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ส่วนราคาของหุ้นกู้ในตลาดจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ยตลาด คือเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคาหุ้นกู้จะลดลง และในทางกลับกันเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ราคาหุ้นกู้จะสูงขึ้น
หุ้นกู้ในฐานะภาระหนี้สิน: ความแตกต่างจากหุ้นและลำดับสิทธิในกรณีล้มละลาย
ลักษณะหนี้สินและภาระผูกพันทางกฎหมายของบริษัทผู้ออก
หุ้นกู้มีลักษณะเป็นภาระหนี้สินที่คล้ายคลึงกับใบรับเงิน (IOU) โดยผู้ซื้อหุ้นกู้ถือว่าเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทผู้ออก ในทางปฏิบัติ บริษัทมีภาระผูกพันทางกฎหมายในการจ่ายดอกเบี้ยบนเงินต้น และในกรณีส่วนใหญ่ต้องคืนเงินต้นเมื่อถึงกำหนดอายุการชำระหนี้ (maturity) ซึ่งหมายถึงวันที่บริษัทต้องจ่ายเงินต้นคืนให้ผู้ลงทุน การถือหุ้นกู้ไม่ได้สร้างกรรมสิทธิ์ในบริษัท (equity) ให้แก่ผู้ถือ แต่ผู้ถือจะได้รับเฉพาะดอกเบี้ยและเงินต้นเท่านั้น ไม่ว่าผลประกอบการของบริษัทจะดีเพียงใดหรือราคาหุ้นจะสูงขึ้นมากแค่ไหน
ลำดับความสำคัญในการเรียกร้องสินทรัพย์เมื่อเทียบกับผู้ถือหุ้น
ในสถานการณ์ที่บริษัทล้มละลาย ผู้ลงทุนในหุ้นกู้มีลำดับความสำคัญในการเรียกร้องสินทรัพย์ของบริษัทสูงกว่าผู้ถือหุ้น หมายความว่าสิทธิ์ในการได้รับคืนเงินจากสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ของบริษัทจะถูกพิจารณาให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ก่อนผู้ถือหุ้น ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างพื้นฐานระหว่างสถานะของผู้ให้กู้กับผู้ถือหุ้นในโครงสร้างทางการเงินของบริษัท
กลไกกำหนดราคาและผลตอบแทน: ผลของอัตราดอกเบี้ยและอันดับเครดิต
ความสัมพันธ์ผกผันระหว่างราคาพันธบัตรกับอัตราดอกเบี้ยตลาด
ราคาของหุ้นกู้ในตลาดมักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ยตลาด เปรียบเสมือนสองด้านของคานค้ำที่ถ่วงหนักกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ราคาหุ้นกู้จะลดลง และในทางกลับกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ราคาหุ้นกู้จะสูงขึ้น ปัจจัยนี้เกิดจากการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยคูปองของหุ้นกู้กับอัตราดอกเบี้ยตลาด หากอัตราดอกเบี้ยคูปองสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยตลาด หุ้นกู้มักจะถูกซื้อขายในราคาที่สูงกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว หรือที่เรียกว่าราคาพรีเมียม ในขณะที่หุ้นกู้บางประเภทอาจมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวซึ่งถูกกำหนดใหม่เป็นระยะ เช่น ทุก 6 เดือน โดยปรับการจ่ายดอกเบี้ยตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด ซึ่งช่วยให้ดอกเบี้ยที่ได้รับสะท้อนสภาวะปัจจุบันได้มากกว่าแบบคงที่
บทบาทของสถาบันจัดอันดับเครดิตและประเภท Investment-grade กับ High-yield
สถาบันจัดอันดับเครดิตมีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยงที่บริษัทอาจผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ โดยอันดับเครดิตที่ได้รับจะสะท้อนแนวโน้มความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ตามกำหนด หุ้นกู้ระดับลงทุนได้ (Investment-grade) ถือว่ามีแนวโน้มที่จะได้รับการชำระหนี้ตรงตามกำหนดมากกว่าหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับอันดับเครดิต ในขณะที่หุ้นกู้ที่ไม่ใช่ระดับลงทุน หรือที่เรียกว่าหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High-yield) มักเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่าให้แก่ผู้ลงทุน ดังนั้น การเลือกหุ้นกู้จึงต้องพิจารณาทั้งอันดับเครดิตและอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
การจำแนกตามอายุและประเภทอัตราดอกเบี้ย: ผลกระทบต่อความเสี่ยงและรายได้
การแบ่งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
การจำแนกประเภทของหุ้นกู้ตามอายุการครบกำหนดชำระ (maturity) ซึ่งหมายถึงวันที่บริษัทต้องจ่ายเงินต้นคืนให้ผู้ลงทุน สามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลัก ได้แก่ ระยะสั้นซึ่งมีอายุน้อยกว่า 3 ปี ระยะกลางที่มีอายุ 4 ถึง 10 ปี และระยะยาวที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ในแง่ของผลตอบแทน หุ้นกู้ระยะยาวมักเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่การได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า หากแต่เป็นการสะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดอายุของตราสาร
ความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยคงที่และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
อีกมิติหนึ่งที่ส่งผลต่อรายได้จากดอกเบี้ยคือรูปแบบของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยคงที่ (fixed coupon rate) และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (floating rates) สำหรับหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ การจ่ายดอกเบี้ยจะคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดจะขึ้นหรือลง ซึ่งทำให้ผู้ถือสามารถประมาณการรายได้จากดอกเบี้ยได้ชัดเจนในช่วงเวลาหนึ่ง ในขณะที่หุ้นกู้บางประเภทเสนออัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งจะถูกกำหนดใหม่เป็นระยะ เช่น ทุก 6 เดือน โดยปรับการจ่ายดอกเบี้ยตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อ้างอิงจากดัชนีหุ้นกู้หรือเกณฑ์มาตรฐานอื่น
ข้อจำกัด ความเสี่ยง และสิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนลงทุน
ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้และผลกระทบจากสภาพคล่อง
การประเมินความเสี่ยงของหุ้นกู้ต้องพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท โดยสถาบันจัดอันดับเครดิตจะให้อันดับเครดิตบนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงที่บริษัทอาจผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ซึ่งอันดับเครดิตระดับลงทุนได้ (Investment-grade) ถือว่ามีแนวโน้มที่จะได้รับชำระหนี้ตรงตามกำหนดมากกว่าหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับอันดับเครดิต ในขณะที่หุ้นกู้ที่ไม่ใช่ระดับลงทุน หรือที่เรียกว่าหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High-yield) มักเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่าให้กับผู้ลงทุน ดังนั้น การเลือกหุ้นกู้จึงต้องพิจารณาทั้งอันดับเครดิตและอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ข้อจำกัดด้านภาษีและผลตอบแทนเมื่อเทียบกับหุ้น
ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับเฉพาะดอกเบี้ยและเงินต้นเท่านั้น โดยไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการเติบโตของบริษัทหรือมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของหุ้น แม้บริษัทจะมีกำไรสูงหรือราคาหุ้นจะพุ่งสูงมากก็ตาม นอกจากนี้ ในกรณีของหุ้นกู้ที่ไม่มีคูปอง (zero-coupon) ผู้ลงทุนอาจต้องเสียภาษีรายปีบนส่วนแบ่งดอกเบี้ยที่คำนวณตามสัดส่วน (prorated share) ก่อนที่ดอกเบี้ยจะถูกจ่ายจริงเมื่อครบกำหนด ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านภาษีที่ต้องพิจารณาประกอบกับผลตอบแทนที่คาดหวัง
สรุป
โดยสรุปแล้ว หุ้นกู้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ผู้ซื้อทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท โดยไม่ได้สร้างกรรมสิทธิ์ในบริษัท แต่ได้รับเฉพาะดอกเบี้ยและเงินต้นตามภาระผูกพันทางกฎหมาย ในกรณีที่บริษัทล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้มีลำดับความสำคัญในการเรียกคืนสินทรัพย์สูงกว่าผู้ถือหุ้น
ด้านโครงสร้างผลตอบแทน หุ้นกู้สามารถเลือกได้ทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ซึ่งจ่ายตามจำนวนเดิมไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่ปรับใหม่เป็นระยะ เช่น ทุก 6 เดือน ตามอัตราดอกเบี้ยตลาด ส่วนราคาในตลาดจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย คือดอกเบี้ยขึ้นราคาลดลง และดอกเบี้ยลงราคาขึ้นสูงขึ้น
การจำแนกตามอายุแบ่งเป็นระยะสั้น (น้อยกว่า 3 ปี) ระยะกลาง (4-10 ปี) และระยะยาว (มากกว่า 10 ปี) โดยหุ้นกู้ระยะยาวมักเสนออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นกู้ที่ไม่ใช่ระดับลงทุนได้ หรือหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง มักให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่มากกว่าหุ้นกู้ระดับลงทุนได้
แหล่งข้อมูล

