เมื่อเวลาผ่านไป การลงทุนบางประเภทอาจเติบโตเร็วกว่าอีกประเภท ทำให้สัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอเบี่ยวเบนไปจากเป้าหมายเดิมและเปลี่ยนระดับความเสี่ยงของพอร์ต การปรับสมดุลพอร์ต (Rebalance) จึงเป็นกระบวนการที่จำเป็นเพื่อคืนสัดส่วนสินทรัพย์ให้กลับสู่ระดับเดิมที่ตั้งไว้ โดยอาจต้องขายสินทรัพย์ที่ทำกำไรดีและซื้อสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการซื้อถูกขายแพง
การหาสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมต้องอาศัยการประเมินความทนต่อความเสี่ยงและเส้นทางการลงทุน (time horizon) ของผู้ลงทุน การรู้จักค่าทั้งสองนี้เป็นประโยชน์ต่อการจัดการความเสี่ยง เนื่องจากหากลงทุนเพื่อเกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า ผู้ลงทุนจะมีเวลาเพียงพอในการจัดการกับความผันผวนของตลาด
ปัญหาสัดส่วนพอร์ตที่เบี่ยงเบนจากเป้าหมาย
ตัวอย่างการเติบโตของหุ้นที่ดันสัดส่วนจาก 60% เป็น 80%
เมื่อเวลาผ่านไป การลงทุนบางประเภทอาจเติบโตเร็วกว่าอีกประเภท ซึ่งอาจดันสัดส่วนการถือครองให้เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายเดิม เช่น พอร์ตที่เริ่มต้นด้วยสัดส่วนหุ้น 60% อาจเพิ่มขึ้นเป็น 80% เนื่องจากกำไรจากตลาด การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การถือครองไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้
ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความเสี่ยงของพอร์ต
การที่สัดส่วนสินทรัพย์เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายเดิมอาจทำให้ระดับความเสี่ยงของพอร์ตเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การจัดสรรสินทรัพย์จึงมีความสำคัญในการแบ่งการลงทุนไปยังกลุ่มสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น พันธบัตร และเงินสด เพื่อให้สอดคล้องกับความทนต่อความเสี่ยงและเส้นทางการลงทุน (time horizon) ของผู้ลงทุน
หลักการจัดสรรสินทรัพย์และ Rebalance
ความหมายของ Asset Allocation และการแบ่งกลุ่มสินทรัพย์
การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) คือกระบวนการแบ่งการลงทุนไปยังกลุ่มสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น พันธบัตร และเงินสด เพื่อกระจายความเสี่ยงหลักการกระจายความเสี่ยงนี้มีความสำคัญเพราะหากการลงทุนรายการหนึ่งขาดทุน การลงทุนรายการอื่นอาจชดเชยส่วนหนึ่งของความสูญเสียได้ ซึ่งช่วยบรรเทาความสูญเสียเมื่อตลาดปรับตัวลง เนื่องจากเมื่อภาคส่วนหนึ่งลดลง ภาคส่วนอื่นอาจปรับตัวขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนที่กระจายความเสี่ยงสามารถคืนทุนหรือทำกำไรได้
บทบาทของ Time Horizon และ Risk Tolerance ในการกำหนดสัดส่วน
การหาสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมต้องอาศัยการประเมินความทนต่อความเสี่ยงและเส้นทางการลงทุน (Time Horizon) ของผู้ลงทุน การทราบค่าทั้งสองนี้เป็นประโยชน์ต่อการจัดการความเสี่ยง เนื่องจากหากลงทุนเพื่อเกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า ผู้ลงทุนจะมีเวลาเพียงพอในการจัดการกับความผันผวนของตลาด นอกจากนี้ กองทุนกำหนดวันเกษียณ (Target Date Funds) อาจปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนไปสู่รูปแบบที่อนุรักษ์นิยมมากขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้วันเกษียณที่คาดการณ์ไว้
กลไกการคืนสัดส่วนและหลักการซื้อถูกขายแพง
การขาย Winners และซื้อ Losers เพื่อคืนสมดุล
การปรับสมดุลพอร์ตบังคับให้ผู้ลงทุนต้องขายสินทรัพย์ที่ทำกำไรได้ดี (Winners) และ/หรือซื้อสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนต่ำ (Losers) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการซื้อถูกขายแพง
การกระจายความเสี่ยงเพื่อชดเชยความสูญเสียระหว่างกลุ่มสินทรัพย์
การแบ่งการลงทุนไปยังกลุ่มสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น พันธบัตร และเงินสด มีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายความเสี่ยง หลักการนี้ตั้งอยู่บนความคิดว่าหากการลงทุนรายการหนึ่งขาดทุน การลงทุนรายการอื่นอาจชดเชยส่วนหนึ่งของความสูญเสียนั้นได้ การกระจายความเสี่ยงจึงช่วยบรรเทาความสูญเสียเมื่อตลาดปรับตัวลง เนื่องจากเมื่อภาคส่วนหนึ่งลดลง ภาคส่วนอื่นอาจปรับตัวขึ้น ทำให้ผู้ลงทุนที่กระจายความเสี่ยงสามารถคืนทุนหรือทำกำไรได้
กลยุทธ์ความถี่และเกณฑ์การปรับสมดุล
การปรับสมดุลตามช่วงเวลา เช่น ทุก 6 หรือ 12 เดือน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินบางรายแนะนำให้ออกแบบกระบวนการ Rebalance โดยกำหนดระยะเวลาทำซ้ำที่แน่นอน เช่น ทุก 6 หรือ 12 เดือน ในกรณีนี้ การปรับสมดุลพอร์ตมักได้ผลดีที่สุดเมื่อทำด้วยความถี่ที่ไม่บ่อยนัก
การปรับสมดุลเมื่อสัดส่วนเบี่ยงเบนเกินเกณฑ์ที่กำหนด
อีกกลุ่มหนึ่งของผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้เกณฑ์การเบี่ยงเบนเป็นตัวจัดการ โดยจะดำเนินการปรับสมดุลก็เมื่อสัดส่วนของสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพิ่มขึ้นหรือลดลงเกินกว่าเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า วิธีนี้ช่วยให้พอร์ตตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างตรงจุดเมื่อมีการเบี่ยงเบนเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้เท่านั้น
ข้อจำกัดและความเสี่ยงในการปรับพอร์ต
ความยากลำบากทางจิตใจในการขายสินทรัพย์ที่ทำกำไร
การปรับสมดุลพอร์ตบังคับให้ผู้ลงทุนต้องขายสินทรัพย์ที่ทำกำไรได้ดี (Winners) และ/หรือซื้อสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนต่ำ (Losers) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการซื้อถูกขายแพง
ข้อควรระวังเรื่องความถี่ที่ไม่บ่อยเกินไป
สรุป
การปรับสมดุลพอร์ต (Rebalance) เป็นกระบวนการสำคัญเพื่อให้สัดส่วนสินทรัพย์กลับสู่เป้าหมายเดิม ซึ่งอาจต้องขายสินทรัพย์ที่กำไรดีและซื้อกลุ่มที่ผลตอบแทนต่ำ สอดคล้องกับหลักการซื้อถูกขายแพง การกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากความสามารถในการรับความเสี่ยงและระยะเวลาการลงทุน (time horizon) ของผู้ลงทุน การกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้น พันธบัตร และเงินสด ช่วยให้การลงทุนบางส่วนอาจชดเชยความเสียหายจากอีกส่วนเมื่อตลาดผันผวน แม้จะมีความท้าทายด้านจิตใจในการขายสินทรัพย์ที่ราคาสูง แต่การดำเนินการตามรอบเวลาเช่นทุก 6 หรือ 12 เดือน หรือเมื่อสัดส่วนเบี่ยงเบนเกินเกณฑ์ที่กำหนด จะช่วยควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรทำด้วยความถี่ที่ไม่บ่อยเกินไปเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
แหล่งข้อมูล

