ประเด็นสำคัญ
การติดตามตลาดทองคำในปี 2025 และต้นปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความผันผวนที่ชัดเจนระหว่างปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคกับพฤติกรรมของผู้ลงทุนรายย่อยและสถาบัน ข้อมูลล่าสุดจาก World Gold Council ชี้ว่าความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาสที่ 4 และทั้งปี 2025 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยยอดรวมเกิน 5,000 ตัน [1] ส่วนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มูลค่าความต้องการทองคำอยู่ที่ 2,522 ตัน เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีมูลค่ารวมสูงถึง 380 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ [1]
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมไม่ได้สะท้อนทิศทางเดียวในทุกภูมิภาค ในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 ความต้องการทองคำของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่อินเดียยังคงเป็นตลาดหลักที่มีความแข็งแกร่ง โดยความต้องการเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเป็น 151 ตัน [1]
บริบทและสาเหตุ
ความผันผวนของอุปสงค์ทองคำในปี 2025 เกิดจากแรงขับเคลื่อนหลักคือ "การลงทุน" (Investment) เพื่อใช้เป็นแหล่งปลอดภัยและกระจายความเสี่ยง ซึ่งผลักดันให้ตลาด ETF ที่รองรับด้วยทองคำมีกระแสเงินไหลเข้ามหาศาล [1] โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจาก 339.5 ตัน เป็น 679 ตันในปี 2025 ขับเคลื่อนโดยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ย [1]
เข้าสู่ปี 2026 แนวโน้มเริ่มเปลี่ยนไปในบางมิติ:
* **สหรัฐฯ:** ในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 ความต้องการทองคำของสหรัฐฯ ลดลงเนื่องจาก ETF ที่รองรับด้วยทองคำมีการไหลออกสุทธิ ซึ่งลบกำไรจากการลงทุนอื่นๆ ออกไป [1] สาเหตุหลักมาจากภาวะความเสี่ยงสูง (risk-off conditions) และต้นทุนโอกาสที่สูงขึ้น [1]
* **อินเดีย:** แม้ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 จะเติบโตสูง แต่ในไตรมาสที่ 2 ปี 2026 ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนของอินเดียชะลอตัวลงหลังจากช่วงขาขึ้นที่แข็งแกร่ง โดยได้รับผลกระทบจากราคาทองที่สูงและมาตรการทางนโยบาย [1]
ผลกระทบต่อผู้ลงทุน
สำหรับนักลงทุนทั่วไป ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงและโอกาสที่ต้องพิจารณา:
* **ความผันผวนของ ETF:** การไหลออกของเงินจากกองทุน ETF ทองคำในสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 แสดงให้เห็นว่าเมื่อภาวะตลาดมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนอาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงทองคำผ่านช่องทางนี้ [1]
* **ปัจจัยด้านราคาและต้นทุน:** ในหลายประเทศ เช่น อินเดีย และสหรัฐฯ ความต้องการซื้อทองรูปพรรณ (Jewellery) ยังคงได้รับแรงกดดันจาก affordability pressures หรือความสามารถในการจ่ายที่ลดลงเนื่องจากราคาที่สูงขึ้น [1]
* **ความหลากหลายของช่องทางลงทุน:** แม้ ETF จะชะลอตัวในบางช่วง แต่การลงทุนในรูปแบบแท่งและเหรียญ (Bar and coin investment) ในสหรัฐฯ กลับให้ส่วนเติมเต็มที่ดี โดยยอดขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะปรับลดลงจากจุดสูงสุดของไตรมาสที่ 1 [1]
สิ่งที่ต้องติดตาม
ผู้อ่านควรสังเกตแนวโน้มต่อไปนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยไม่เป็นการคาดการณ์ทิศทางราคาในอนาคต:
1. **กระแสเงินไหลเข้า-ออกของ ETF:** ติดตามการเคลื่อนไหวของกองทุนทองคำในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดปริมาณความต้องการทองคำรวมในบางช่วง [1]
2. **ความอ่อนไหวต่อราคาทอง:** อุปสงค์ทองคำโดยเฉพาะในอินเดียมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา (sensitive to price movements) และมาตรการนโยบายต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณการซื้อขายในช่วงเทศกาลหรืองานแต่งงาน [1]
3. **การบริโภคทองคำรูปพรรณ:** แม้ราคาจะสูง แต่ความต้องการซื้อเพื่อการตกแต่งยังมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการขายอาจลดลงหากต้นทุนการครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง [1]
4. **บทบาทของธนาคารกลาง:** ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำในปริมาณที่แข็งแรง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนพื้นฐานที่สำคัญต่อตลาดโลก [1]
—
### Sources
[1] Gold Demand Trends | World Gold Council | https://www.gold.org/goldhub/research/gold-demand-trends

