แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของมนุษย์มาอย่างยาวนาน แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตั้งแต่มนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นสังคม ก็เริ่มมีการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับการผลิต การแบ่งงาน และการแลกเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด

ในยุคแรก มนุษย์ใช้ ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter System) เช่น การนำอาหารไปแลกเสื้อผ้าหรือเครื่องมือ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก่อนจะพัฒนามาเป็นระบบเงินตราในเวลาต่อมา


จุดกำเนิดแนวคิดเศรษฐศาสตร์ในสังคมมนุษย์

เมื่อสังคมขยายจากครอบครัวเล็ก ๆ ไปสู่ชุมชน เมือง และประเทศ มนุษย์ต้องการระบบที่ช่วยเพิ่มโอกาสและอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้ แนวคิดเศรษฐศาสตร์เพื่อความอยู่รอดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ อีกต่อไป

ความต้องการของมนุษย์เริ่มพัฒนาจากปัจจัยพื้นฐาน ไปสู่ความต้องการด้านการยอมรับและเกียรติยศ ตาม ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการพัฒนาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ เพื่ออธิบายและตอบโจทย์พฤติกรรมมนุษย์ที่ซับซ้อนขึ้น


ปรัชญากรีก: รากฐานของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์

ราว 470 ปีก่อนคริสตกาล โซเครติส (Socrates) ได้นำเสนอแนวคิดเชิงปรัชญาเกี่ยวกับชีวิตและสังคม แม้ยังไม่ใช่เศรษฐศาสตร์โดยตรง แต่แนวคิดเหล่านี้ได้ถูกสานต่อโดย เพลโต (Plato) ในหนังสือ The Republic

เพลโตเสนอว่า มนุษย์มีความถนัดแตกต่างกันตามธรรมชาติ จึงควรมี การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) ซึ่งแนวคิดนี้กลายเป็นหนึ่งในหลักสำคัญของเศรษฐศาสตร์ในยุคต่อมา


Adam Smith และกำเนิดเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

ปี ค.ศ. 1776 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ อดัม สมิท (Adam Smith) ตีพิมพ์หนังสือ The Wealth of Nations ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

สมิทเสนอแนวคิดว่า

  • ความมั่งคั่งของประเทศไม่ได้ขึ้นกับทองคำหรือเงินคงคลัง
  • แต่ขึ้นกับ ขนาดและประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ หรือสิ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า GDP
  • การค้าอาจก่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย (Win-Win)
  • กลไกตลาดทำงานผ่าน “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) ซึ่งช่วยปรับเศรษฐกิจเข้าสู่ดุลยภาพในระยะยาว

เขาจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์”

นักเศรษฐศาสตร์สำคัญในสำนักคลาสสิก (Classical Economics) ได้แก่
Thomas Malthus, David Ricardo และ John Stuart Mill


สำนักนีโอคลาสสิก: การตัดสินใจบนพื้นฐานเหตุผล

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เกิด สำนักนีโอคลาสสิก (Neoclassical School) ซึ่งต่อยอดแนวคิดของอดัม สมิท โดยเชื่อว่า

  • การแข่งขันเสรีนำไปสู่ความมั่งคั่ง
  • ทรัพยากรมีจำกัด → ผู้บริโภคต้องเลือกให้ได้ อรรถประโยชน์สูงสุด
  • ผู้ผลิตต้องลดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรสูงสุด
  • ทุกฝ่ายใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

นักเศรษฐศาสตร์สำคัญ ได้แก่
Alfred Marshall และ Vilfredo Pareto


กฎของซาย (Say’s Law): อุปทานสร้างอุปสงค์

ทั้งสำนักคลาสสิกและนีโอคลาสสิกเชื่อใน กฎของซาย (Say’s Law) ที่ว่า

“อุปทานจะสร้างอุปสงค์ของตัวมันเอง”

หมายความว่า เมื่อมีการผลิตสินค้าออกมา จะต้องมีผู้ซื้อเสมอ เศรษฐกิจจึงไม่ควรเกิดภาวะสินค้าล้นตลาดหรือการว่างงานในระยะยาว


วิกฤตเศรษฐกิจโลก 1930 และการล่มสลายของแนวคิดเดิม

แต่ในช่วง ทศวรรษ 1930 โลกเผชิญ Great Depression เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง ผู้คนตกงานจำนวนมาก กลไกตลาดไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ตามที่ทฤษฎีคลาสสิกคาดไว้ ทำให้แนวคิดเดิมถูกตั้งคำถามอย่างหนัก


John Maynard Keynes และการปฏิวัติเศรษฐศาสตร์มหภาค

จากวิกฤตดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดของ
จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) ซึ่งเสนอว่า

  • ดุลยภาพเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องมีการจ้างงานเต็มที่
  • เศรษฐกิจอาจติดอยู่ในภาวะว่างงาน เงินฝืด หรือเงินเฟ้อ
  • ค่าจ้างอาจไม่ปรับลดลงตามทฤษฎีคลาสสิก
  • รัฐบาลจึงต้องเข้ามามีบทบาท

เคนส์เสนอให้รัฐใช้ นโยบายบริหารอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand) ผ่าน

  • นโยบายการคลัง (การใช้จ่ายและภาษี)
  • นโยบายการเงิน

เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้กลับสู่การจ้างงานเต็มระบบ แม้ต้องใช้งบประมาณขาดดุลก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในบางช่วงเวลา


แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์กับโลกปัจจุบัน

แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนแบบดั้งเดิม สู่ทฤษฎีคลาสสิก นีโอคลาสสิก และเคนส์ จนกลายเป็นรากฐานของการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่

การเข้าใจ ประวัติและพัฒนาการของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ จะช่วยให้เราเข้าใจระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน และสามารถวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น