เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average) สามารถเรียนสั้นๆ ได้ว่า เส้น MA เป็นเครื่องมือในการปรับค่าให้เรียบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการคาดแนวโน้มราคา ซึ่งค่าเฉลี่ยจะช่วยลดความ Bias ของข้อมูลออกไป เช่นช่วงราคาที่ผิดปกติทั้งต่ำและสูงมากๆในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ทำให้เหลือแต่ข้อมูลที่น่าจะมีนัยยะสำคัญเพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มในลำดับถัดไป โดยทั่วไปแล้วเส้น MA ที่นิยมใช้กันมีอยู่ด้วยกัน 2 ตัวหลักๆ คือ

  • Simple Moving Average (SMA) จะให้น้ำหนักเท่ากันตลอดช่วงเวลา ทำให้ข้อมูลที่ได้มีความเรียบกว่า อาจจะส่งสัญญาณช้ากว่า แต่จะลดการเจอสัญญาณหลอก
  • Exponential Moving Average (EMA) จะให้น้ำหนักกับราคา ณ ช่วงเวลาล่าสุดมากกว่า ทำให้สามารถบอกสัญญาณได้เร็วกว่า แต่ก็อาจเจอกับสัญญาณหลอกได้มากขึ้น

     กราฟด้านบนแสดงการเปรียบเทียบเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันของราคาทองคำ ซึ่งแสดงให้เห็นการเคลื่อนตัวของเส้น EMA (สีแดง) ซึ่งให้น้ำหนักกับราคา ณ ปัจจุบันมากกว่า เส้นจึงมีการเคลื่อนตัวตอบสนองต่อราคา ณ ปัจจุบันไวกว่าเส้น SMA (สีน้ำเงิน) ซึ่งมีความราบเรียบกว่า แต่ในบทความนี้ในกราฟลำดับถัดไปจะขอแสดงแต่เพียงเส้น EMA เนื่องจากเป็นที่นิยมกว่า และโดยส่วนตัวก็มองว่ามีประสิทธิภาพในการคาดการณ์แนวโน้มกว่าด้วย

     สำหรับ Period (ช่วงระยะเวลา) ของ MA ที่จะนำมาวิเคราะห์ โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเซ็ตช่วงเวลาดังกล่าวเป็นค่ามาตรฐาน คือ 5(ค่าเฉลี่ยสัปดาห์) 10(ค่าเฉลี่ยครึ่งเดือน) 25(ค่าเฉลี่ยเดือน) 75(ค่าเฉลี่ยไตรมาส) และ 200(ค่าเฉลี่ยปี) ซึ่งค่าดังกล่าวเมื่อเราเปลี่ยน Timeframe จากชั่วโมงเป็นวัน หรือวันเป็นสัปดาห์ หน่วยของช่วงเวลาก็จะเปลี่ยนไปทั้งหมด เช่นเดิมเราดูที่ 200วัน เมื่อเราเปลี่ยน Timeframe ของกราฟจากวันเป็นสัปดาห์ ค่าเฉลี่ยดังกล่าวก็จะกลายเป็นค่าเฉลี่ย 200สัปดาห์โดยอัตโนมัติ

หมายเหตุ :: ช่วง Peroid ที่ยกตัวอย่าง 5 10 25 75 และ 200 เป็นเพียงค่ามาตรฐาน  นักลงทุนอาจจะเลือกใช้แค่ 50 กับ 200 หรือแค่ 5 กับ 10 ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชอบส่วนตัว ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป

มักใช้เส้นค่าเฉลี่ยเพื่อหา จุดตัด (Crossovers) และ แนวรับ-แนวต้าน

หาจุดตัด (Crossovers)

     เมื่อราคากลับมาเป็นแนวโน้มขาขึ้น เส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period สั้นกว่าจะตัดเส้นที่มี Period ยาวกว่า เนื่องจากราคาพึ่งปรับตัวขึ้นมา การตัดในลักษณะนี้จะเรียกว่า Golden Cross ซึ่งจะใช้เป็นจุด Buy

     เมื่อราคากลับมาเป็นแนวโน้มขาลง เส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period  สั้นกว่าจะตัดเส้นที่มี Period ยาวกว่า เนื่องจากราคาพึ่งปรับตัวลงไป การตัดในลักษณะนี้เรียกว่า Death Cross ซึ่งจะใช้เป็นจุด Sell

หาแนวรับ(Support)-แนวต้าน(Resistance)

     นอกจากเส้น MA จะใช้หาจุดตัดเพื่อคาดการณ์แนวโน้มแล้ว ยังสามารถใช้เพื่อหาแนวรับ-แนวต้านได้ด้วย โดยเมื่อราคาเคลื่อนตัวขึ้นหรือลง ย่อมต้องเคลื่อนตัวผ่านเส้น MA ใน Period ต่างๆ และในขณะที่ราคาเคลื่อนตัวมาแตะเส้นค่าเฉลี่ยนั้น นั่นแหละคือแนวรับและต้านของราคา ซึ่งจะส่งผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุน ยิ่งเป็นเส้น Period ยาวก็จะยิ่งผ่านยาก แต่ถ้าหากผ่านได้ ก็จะเป็นการ Confirm Trend นั้นๆมากขึ้นด้วย

คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้งานเส้น MA

     เส้น MA นั้นจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อเมื่อใช้ใน Timeframe ที่เส้น MA มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญมากๆ ยิ่งมีนัยยะสำคัญมากเท่าใดยิ่งสามารถใช้งานได้ดีเท่านั้น (ยิ่งเส้น MA ใดที่เคยเป็นแนวรับ-แนวต้านสำคัญๆใน Timeframe ใดนานๆ จะทำให้เส้น MA นั้นมีนัยยะมากขึ้นตามไปด้วย ณ Timeframeนั้นๆ และโดยปกติเส้น MA ที่มี Peroid ยาวๆมักจะเป็นแนวรับ-แนวต้านที่สำคัญมากกว่าเส้น MA ที่มี Peroid สั้นๆ) ดังนั้นการใช้งานเส้น MA นั้นเราอาจเรียกเรียกได้ว่าเป็นการไล่ตามหาว่าเราควรใช้ MA เท่าไหร่ใน Timeframe ใด ที่จะทำให้ผลการคาดการณ์ออกมามีความน่าเชื่อถือที่สุด