ความเสี่ยงทางการเมือง (Political risk) เกิดจากแรงจูงใจในการช่วงชิงให้ได้มาหรือรักษาอำนาจการปกครองในระดับประเทศ ซึ่งอำนาจทางการเมืองนี้จะถูกใช้ในการจัดสรรทรัพยากรรวมถึงความมั่งคั่งต่อกลุ่มคนต่างๆในสังคมที่หลากหลาย ซึ่งผลลัพธ์ของกิจกรรมทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน จึงส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในสภาวะผันผวนอยู่ตลอด อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นเรื่องที่ยากจะคาดการณ์ได้ล่วงหน้า แต่ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำเนินธุรกิจรวมถึงผลประกอบการ

     ซึ่งความเสี่ยงทางการเมืองนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากนักลงทุนจะต้องพิจารณาองค์ประกอบทุกๆด้านที่มีโอกาสส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่จะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ(Economic) วัฒนธรรม(Culture) คู่แข่งในประเทศที่ไปลงทุน(Competitors) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา(Exchange Rates) รวมทั้งการเมืองและกฏหมาย(Political & Legal) เพื่อประเมินโอกาสในการทำกำไรรวมทั้งความเสี่ยงในการลงทุนในแต่ละประเทศ เพื่อเปรียบเทียบและตัดสินใจในการเลือกลงทุน

     ด้วยเหตุที่ทองคำสามารถรักษามูลค่าในตัวได้ดีกว่าเงินตราสกุลอื่นๆโดยเฉพาะในยามเกิดภาวะไม่สงบ หรือส่อแววว่าอาจจะมีความรุนแรงต่างๆตามมา ยกตัวอย่างเช่น ในยามสงครามมักจะมีข่าวเรื่องธนบัตรปลอมออกมา หรือรัฐบาลประเทศต่างๆมีการพิมพ์ธนบัตรออกมาเพิ่มในระบบโดยไม่มีทองคำหนุนหลังเพิ่มขึ้นจากเดิม ส่งผลให้ค่าเงินดังกล่าวไม่มีเสถียรภาพหรือด้อยค่าลง ต่างจากทองคำที่มีปริมาณไม่ต่างจากเดิมนัก อีกทั้งทองคำมีกระบวนการตรวจสอบคร่าวๆอย่างง่ายได้ว่าเป็นทองคำจริงหรือปลอมในเบื้องต้น รวมทั้งมีสภาพคล่องสูงในยามไม่สงบเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ทั่วโลกยอมรับอีกด้วย

     ด้วยเหตุผลต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นที่มาว่าทำไมเมื่อนักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่ามีเหตุการณ์บางอย่างที่อาจเป็นชนวนให้เกิดความไม่สงบต่างๆนาๆตามมา จึงมีการเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำเพื่อชดเชยความเสี่ยงหรือเพื่อการเก็งกำไร ตามการคาดการณ์ของนักลงทุนแต่ละกลุ่มรวมทั้งประเมินความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญ