Spread Swap และ Commission

0
Spread-Swap-Commission

     ต้นทุนในการเทรด Forex หลักๆจะมีอยู่ 3 ส่วนคือ Spread, Swap และ Commission ซึ่งต้นทุนดังกล่าวนั้น เป็นค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมที่ทางโบรกเกอร์ Forex เรียกเก็บจากผู้ซื้อขาย Forex นั่นเอง โดยต้นทุนดังกล่าวเป็นสิ่งที่นักลงทุนในตลาด Forex ไม่ควรมองข้าม โดยควรจะศึกษาและทำความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มซื้อขายจริงในตลาด Forex

     โดยแต่ละโบรกเกอร์ที่เปิดให้บริการซื้อขาย Forex หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Broker Forex จะคิดค่าบริการในส่วนนี้แตกต่างกัน ผู้ลงทุนซื้อขายในตลาด Forex จึงควรทำความเข้าใจ เพื่อที่จะสามารถเลือก Broker ที่ใช้เทรด Forex ได้อย่างเหมาะสมกับกลยุทธ์ในการเทรดของผู้ลงทุนแต่ละราย หากนักลงทุนเลือก Broker Forex ได้อย่างเหมาะสม จะเป็นการลดต้นทุนในการเทรดให้ต่ำลงได้ด้วย

Spread ในตลาด Forex คืออะไร ?

     Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) ของแต่ละคู่เงิน (Base currency) รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแต่ละ Forex Broker หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงส่วนต่างของราคาทองคำแท่งหน้าร้านทอง ที่มักจะมีส่วนต่างจำนวน 100 บาท

     ซึ่งส่วนต่างนี้เอง คือส่วนที่ผู้ให้บริการสภาพคล่อง ซึ่งในที่นี้คือ Forex Broker กำหนดส่วนต่างระหว่างราคาซื้อขายนี้ขึ้นมา ส่วนหนึ่งก็เพื่อคิดค่าบริการแก่ผู้ซื้อขาย และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงในขณะที่ทาง Forex Broker หาผู้ซื้อขายในสัญญาตรงข้ามกันเพื่อหักล้างสถานะที่ทาง Forex Broker รับมาจากเทรดเดอร์ ซึ่งส่งคำสั่งซื้อขายเข้าไปยัง Broker นั่นเอง

     โดยแต่ละ Forex Broker จะมี Spread ที่ต่างกันอยู่พอสมควรในแต่ละคู่เงิน รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆของแต่ละ Forex Broker โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ราคามีความผันผวนสูงกว่าช่วงเวลาปกติ แต่ละ Broker ก็จะมีการปรับเพิ่ม Spread ตามความรุนแรงของความผันผวนแตกต่างกันด้วย ซึ่งความผันผวนดังกล่าว อาจเกิดจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ หรือปัจจัยที่มีผลกระทบรุนแรงกับราคาเข้ามากระทบ เช่น เกิดสงคราม หรือโรคระบาดอย่างเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) เป็นต้น

     ดังนั้นผู้ลงทุนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา (Forex Exchange) ควรจะพิจารณาเลือก Forex Broker ที่มีค่า Spread ต่ำๆ โดยเฉพาะในคู่เงิน หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผู้ลงทุนมีการซื้อขายบ่อยๆ เพื่อลดต้นทุนการซื้อขายในแต่ละรายการ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มกำไรในการซื้อขายได้ทางอ้อมอีกด้วย

Swap ในตลาด Forex คืออะไร ?

     Swap คือ เงินค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเมื่อผู้ลงทุนถือสถานะข้ามคืน โดยจะคิดจากผลต่างของอัตราดอกเบี้ย (Overnight Interest) หรือจะเรียกว่าเป็นค่าธรรมเนียมในการ Rollover ของสัญญาซื้อขาย Forex ก็ได้

     แต่ละคู่เงินจะมีการคิด Swap ที่ต่างกัน ผู้ลงทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยตามสกุลเงินหรือผลิตภัณฑ์ที่ขาย และรับดอกเบี้ยจากสกุลเงินที่ซื้อ อาจกล่าวได้ว่า Swap เป็นเหมือนส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของแต่ละคู่เงินที่ซื้อขายในตลาด Forex ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงส่งผลให้ค่า Swap ในแต่ละคู่เงินมีค่าที่แตกต่างกัน โดยที่ทั้งฝั่งซื้อ (Long) และฝั่งขาย (Short) ก็จะถูกคิดว่า Swap ในทุกๆคืนที่มีการถือสถานะข้ามวัน

     ค่า Swap จะถูกคิดในช่วงเวลา 0.00 น. ตามเวลา Server ของแต่ละ Forex Broker โดยจะมีการยกค่า Swap ของวันเสาร์และอาทิตย์ มาคิดในคืนวันพุธ ทำให้ค่า Swap วันพุธจะมากกว่าปกติถึง 3 เท่า

     และยังมีบัญชีบางประเภทในตลาด Forex เช่น Islamic account (บัญชีของผู้นับถือศาสนาอิสลาม) ที่แม้จะบอกว่าไม่มีการคิดค่า Swap เนื่องจากผิดตามหลักของผู้นับถือศาสนาอิสลาม แต่จะมีเงื่อนไขบางอย่างแอบแฝงอยู่เสมอ เช่น ห้ามถือสัญญาเกิน 1 สัปดาห์ หากถือเกิน 1 สัปดาห์ ดอกเบี้ยดังกล่าวก็จะถูกนำมาคิดทบอยู่ดี

Commission ในตลาด Forex คืออะไร ?

     ค่า Commission ในตลาด Forex ส่วนมากราจะพบในบัญชีประเภท Zero Spread หรือที่เรียกว่า ECN ซึ่งลักษณะเด่นของบัญชีซื้อขาย Forex ประเภทนี้คือจะมี Spread ที่ต่ำกว่าบัญชี Standard ซึ่งแม้จะมีการอ้างว่า Spread เทียบเท่ากับ 0 แต่แท้ที่จริงแล้วแค่เพียงใกล้เคียงกับ 0 ซึ่งการที่จะได้ Spread ที่แคบลงนั้น ผู้ลงทุนในตลาด Forex จะต้องแลกกับการจ่ายค่า Commission แทนค่า Spread

     โดยทาง Forex Broker จะอ้างว่าค่า Commission ดังกล่าวเป็นค่าบริการในการเข้าถึงเครือข่ายในการส่งคำสั่ง ที่มีการรวบรวมผู้ให้สภาพคล่องในตลาด Forex หลายๆเจ้าไว้ เพื่อเลือกผู้ให้บริการสภาพคล่องที่ให้ราคาที่ดีที่สุดทั้งซื้อ (Bid) และขาย (Ask) ในขณะนั้นๆ แต่จะต้องแลกกับการถูกเก็บค่า Commission หรือค่าบริการแทน

     ซึ่งค่า Commission ดังกล่าว มักจะถูกเก็บประมาณ 6$ ในคู่เงินหลัก (Major Currency Pair) และประมาณ 8$ ในคู่เงินรอง (Minor Currency Pair) ต่อการซื้อขาย 1 Standard Lot

สรุปค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย Forex

     จะเห็นได้ว่าต้นทุนหรือค่าธรรมเนียมในการเทรด Forex นั้นหลักๆจะประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆดังกล่าวไว้ข้างต้นคือ Spread, Swap และ Commission ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของแต่ละประเภทบัญชี ดังนั้นผู้ลงทุนในตลาด Forex จึงจำเป็นต้องศึกษาเงื่อนไขและข้อกำหนดของแต่ละบัญชีให้ถี่ถ้วน ก่อนเริ่มซื้อขายจริงให้เหมาะสมกับกลยุทธในการเทรด เช่น

  • หากต้องการซื้อขาย Forex ในช่วงเวลาสั้นๆ อาจเลือกซื้อขายในบัญชีประเภท Zero Spread เพราะการที่ Spread ในการซื้อขายบาง จะทำให้สามารถปิดสถานะได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
  • หากผู้ลงทุนต้องการถือสถานะข้ามวันเพียง 1-2 วัน ก็อาจเลือกใช้ Forex Broker ที่มีบัญชี Free Swap ตามระยะเวลาที่เราต้องการถือสถานะข้าม เพราะหากเลยจากช่วงที่ Free Swap แล้ว มักจะมีการคิดค่า Swap ในแต่ละวันที่เยอะขึ้นกว่าบัญชีปกติ
  • และหากผู้ลงทุนต้องการเปิดสถานะนานๆ หรือ Run Trend ก็ควรใช้บัญชี Standard แต่เลือก Forex Broker ที่มีการคิดค่า Swap ในคู่เงินที่ต้องการซื้อขายที่เป็นบวก หรือคิด Swap น้อยกว่า Forex Broker อื่นๆ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสัดส่วนการลงทุน

0
investment-proportion-factors

     เมื่อพูดถึงการลงทุน คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกการลงทุนล้วนมีความเสี่ยง ซึ่งการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์นั้น จะมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาของแต่ละสินทรัพย์ต่างกันด้วย และจะต้องเข้าใจก่อนว่าสินทรัพย์ในการลงทุน ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  • สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Real Assets) เช่น ทองคำ บ้าน ที่ดิน รถยนต์ โรงงาน เป็นต้น ซึ่งผู้ลงทุนจะได้ค่าตอบแทนเป็นค่าเช่า หรือค่าบริการในการใช้สินทรัพย์เหล่านั้นเป็นค่าตอบแทน
  • สินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Asset) เช่น เงินฝาก พันธบัตร หุ้นสามัญ เป็นต้น ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย (Interest) เงินปันผล (Dividend) หรือกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain)

     ในชีวิตจริง เราสามารถถือครองสินทรัพย์ได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เพื่ออยู่อาศัย เพื่ออำนวยความสะดวก รวมถึงเพื่อการลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่ง เราจึงจำเป็นต้องตัดสินใจว่าควรจะถือครองสินทรัพย์อะไรบ้าง และในสัดส่วนเท่าใด

     เราจึงจำเป็นต้องจัดสรรเงินลงทุน (Asset allocation) ที่มีอยู่จำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งอาจวัดเป็นตัวเลขได้หากเป็นปริมาณเงิน หรืออาจเป็นความพอใจจากการถือครองทรัพย์สินบางประเภท เช่น วัตถุโบราณ หรืองานฝีมือ แม้จะไม่สามารถวัดเป็นปริมาณเงินที่ชัดเจนได้ แต่สินทรัพย์ทุกอย่างก็ยังมีมูลค่าในตัวเองอยู่เสมอ

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อสัดส่วนการลงทุน

อายุ (Age)

     เนื่องจากอายุมีความสัมพันธ์ต่อรายได้ รวมถึงความต้องการของชีวิตในแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน เงินทุนจึงจำเป็นต้องถูกแบ่งสัดส่วนเพื่อถือครองสินทรัพย์ ที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินชีวิตด้วย เช่น

  • วัยทำงาน อาจเลือกซื้อซื้อรถยนต์ การกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน หรือการสะสมทรัพย์สินอื่นๆเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคต
  • วัยกลางคน เป็นช่วงที่มีความมั่นคงจากรายได้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจะเลือกลงทุนโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณ และมุ่งเน้นการลงทุนที่สามารถรักษาเงินต้น หรือลดความเสี่ยงลง
  • วัยหลังเกษียณ เป็นช่วงวัยนี้มีแนวโน้มที่จะรับความเสี่ยงได้ลดลง เนื่องจากแนวโน้มของรายได้ จึงมักเน้นลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง รวมถึงการถือกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ

เป้าหมายการลงทุน (Investment Objective)

     หากต้องการตอบตอนแทนสูง จำเป็นต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้ลงทุนแต่ละรายจึงควรวางเป้าหมายในการลงทุน ก่อนเลือกสินทรัพย์ในการลงทุน

  • ระดับการยอมรับความเสี่ยง (Risk Tolerance) ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก สถานะทางการเงิน รายได้ ภาระค่าใช้จ่าย หรือสถานภาพ เช่น ผู้ที่มีครอบครัวจะรับความเสี่ยงได้น้อยกว่าผู้ลงทุนที่มีสถานะภาพโสด
  • ผลตอบแทนที่คาดหวัง (Return Objective) จะต้องสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยง และเป้าหมายการลงทุน รวมถึงยังต้องมีการกระจายความเสี่ยงในระดับที่พอเหมาะ เพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง

ข้อจำกัดการลงทุน (Investment Constraint)

     ผู้ลงทุนแต่ละคนย่อมมีข้อจำกัดแตกต่างกัน ซึ่งข้อจำกัดการลงทุนนี้ อาจเกิดจากสถานะความเป็นอยู่ ช่วงเวลาที่จำเป็นต้องใช้เงินก้อน รวมถึงประสบการณ์ของผู้ลงทุนเอง สามารถแบ่งได้ ดังนี้

  • สภาพคล่อง (Liquidity) ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงินสดของแต่ละคน ผู้ที่มีแนวโน้มอาจต้องใช้เงินสดยามฉุกเฉิน จึงควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง มากกว่านักลงทุนกลุ่มอื่น
  • ระยะเวลาในการลงทุน (Investment Time Horizon) โดยปกติการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีระยะเวลานาน มักจะถูกชดเชยด้วยผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ต้องพิจารณาช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินของแต่ละคนควบคู่ด้วย
  • ข้อจำกัดด้านภาษี (Tax Concern) ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากเป้าหมายของการลงุทน คือการสร้างผลตอบแทนหลังหักภาษีแล้วให้สูงที่สุด ภาษีจึงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทุกคนไม่ควรมองข้าม
  • ความพอใจส่วนบุคคล (Unique Need) เกิดจากการกำหนดทางเลือกการลงทุน และสินทรัพย์ที่ต้องการหรือความไม่ต้องการลงทุนไว้อย่างชัดเจน สัดส่วนการลงทุนจึงถูกกำหนดด้วยปัจจัยนี้ด้วย

บทส่งท้าย

     จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น จึงส่งผลให้การจัดสรรเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ลงทุนแต่ละราย และส่งผลต่อเนื่องถึงสัดส่วนของสินทรัพย์ที่นักลงทุนแต่ละคนถือครองอยู่ มีความแตกต่างกันไป

Leverage คืออะไร ?

0
Leverage

     Leverage ถือเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้การลงทุนในตลาด Forex มีความน่าสนใจ เนื่องจาก Leverage เป็นตัวกำหนดหลักประกัน (Margin) ที่ต้องวางในการซื้อขาย หากใช้ Leverage ที่สูง จะทำให้อำนาจการซื้อขายสูงขึ้นตาม หรือสามารถซื้อขายด้วย Lot Size ที่ใหญ่ขึ้นได้ จากหลักประกันที่เท่ากัน

     สมมติว่าราคาทองคำหนัก 1 บาท ราคา 20,000 บาท หากเรามีเงินจำนวน 20,000 บาท ก็จะสามารถซื้อทองคำได้เพียง 1 บาทเท่านั้น แต่ในตลาด Forex นั้น หากใช้ Leverage ที่ 1:100 จะส่งผลให้สามารถซื้อทองคำได้ถึง 100 บาทเลยทีเดียว

ความสัมพันธ์ระหว่าง Leverage กับปัจจัยอื่นๆ

  • หลักประกันที่ต้องวางในการซื้อขาย (Margin) ตามที่กล่าวไว้ด้านบน หากใช้ Leverage สูงๆ จะส่งผลให้มีอำนาจการซื้อขายสูงขึ้น เนื่องจากใช้เงินประกันที่ต้องวางลดลง เมื่อเทียบกับขนาด Lot ที่เท่ากัน
  • ขนาดของการลงทุน (Lot Size) เมื่อใช้ Leverage สูงๆ เงินหลักประกันที่ต้องวางต่อ 1 Lot จะลดลง ส่งผลให้สามารถเพิ่มขนาดขของการลงทุนได้ จากหลักประกันที่มีอยู่ในพอร์ทการลงทุน
  • ผลกำไรขาดทุน (Gain & Loss) เมื่อใช้ Leverage สูงๆ จะส่งผลให้เพิ่มขนาดของการลงทุนได้มากขึ้น ในต้นทุนที่เท่าเดิม นั่นแปลว่า หากใช้ Leverage สูงๆ จะสามารถเพิ่มปริมาณของผลกำไร/ขาดทุนได้มากขึ้น จากเงินลงทุนในปริมาณเท่าเดิม
  • ความเสี่ยง (Risk) เมื่อใช้ Leverage สูงๆ ก็จะสามารถให้เพิ่มขนาดของการซื้อขายได้มากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึงความเสี่ยงที่นักลงทุน ต้องแบกรับมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
  • กลยุทธในการซื้อขาย (Strategy) เมื่อใช้ Leverage สูงๆ ย่อมทำให้การซื้อขายในขนาดเท่าเดิมใช้หลักประกันที่ต้องวางในการซื้อขาย (Margin) ลดลง นั่นหมายถึงจะมีหลักประกันเหลือเยอะขึ้นมากกว่าการใช้ Leverage ต่ำๆ เมื่อมีหลักประกันเหลือเยอะขึ้น ก็ส่งผลให้สามารถวางกลยุทธในการเทรด Forex ได้หลากหลายขึ้นด้วย

ควรใช้ Leverage เท่าไหร่ในการซื้อขาย Forex

     การเลือกใช้ Leverage เท่าไหร่ในการซื้อขายนั้น จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆที่ได้กล่าวมาด้านบน ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนแต่ละคน อาจจะต้องใช้ประสบการณ์และเวลาในการเทรดเป็นตัวช่วยในการหาคำตอบดังกล่าว แต่แน่นอนว่าการเลือกใช้ Leverage สูงๆนั้น ย่อมแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงรวมทั้งเสี่ยงต่อการล้างพอร์ท

     นักลงทุนแต่ละคนจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เมื่อใช้ Leverage ที่สูง และต้องการควบคุมอารมณ์ในการเทรดให้ดี เนื่องจากการเปิด Order จนไม่เหลือหลักประกัน (Free Margin) ไว้เลย จะเป็นการ Overtrade จะส่งผลให้เสี่ยงต่อการล้างพอร์ท หรือพอร์ทแตกในที่สุด

     สำหรับนักลงทุนมือใหม่ในตลาด Forex โดยส่วนตัวผมแนะนำให้เริ่มใช้ Leverage ที่ระดับ 1:50 ก่อน หรือเต็มที่ไม่ควรเกิน 1:100 และค่อยๆลองปรับ Leverage ให้สูงขึ้น หรือลดลง เพื่อให้รู้ว่าการเทรดด้วย Leverage ที่สูงๆ และ Leverage ที่ต่ำๆนั้นแตกต่างกันอย่างไร แล้วค่อยๆปรับให้เหมาะสมกับแนวทางการเทรดของตัวเอง

บทส่งท้าย

     Leverage นั้นเป็นเหมือนดาบ 2 คม นักลงทุนในตลาด Forex ต้องพยายามระลึกไว้เสมอว่า กำไรเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนต่างแสวงหาในการลงทุน แต่การรักษาเงินต้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน การเลือกใช้ Leverage ที่เหมาะสมในการเทรดของแต่ละคน จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนแต่ละคนไม่ควรมองข้าม และเลือกใช้ Leverage ที่เหมาะสมกับกลยุทธในการเทรดของนักลงทุนแต่ละคน

Lot Size คืออะไร ?

0
LotSize

     Lot Size หรือ Volume ในการซื้อขายเป็นสิ่งที่นักลงทุนใน ตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงิน (Forex) จำเป็นจะต้องรู้จัก และต้องทำการศึกษาให้เข้าใจ เนื่องจากขนาดของ Lot Size นั้น จะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณ กำไร/ขาดทุน ในแต่ละคำสั่งซื้อขาย หาก Lot Size มีขนาดใหญ่ จะส่งผลให้ กำไร/ขาดทุน เยอะขึ้นตาม

     การศึกษาขนาดของ Lot Size จึงเป็นการศึกษาเพื่อบริหาร หรือลดความเสี่ยงจากความไม่รู้ในการลงทุน รวมถึงการ Overtrade ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนในตลาด Forex โดยเฉพาะนักลงทุนหน้าใหม่ เสี่ยงกับการขาดทุนจนล้างพอร์ทอีกด้วย

Lot size คือ ?

     Lot Size หรือ Volume คือขนาดของการซื้อขายแต่ละคำสั่ง เป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงทุกครั้งๆที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย พอๆกับการเลือกว่าจะทำการ Buy (Long) หรือ Sell (Short)  ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องทราบก่อนว่า 1 Lot size ของบัญชีที่ผู้ลงทุนใช้อยู่ เป็น Lot Size ประเภทใด เทียบเท่ากับการลงทุนกี่หน่วยของเงินสกุลหลักที่ซื้อขาย

ประเภทของ Lot Size มีดังนี้

  • 1 Standard Lot เทียบเท่า 100,000 หน่วยของเงินสกุลหลัก 
  • 1 Mini Lot เทียบเท่า 10,000 หน่วยของเงินสกุลหลัก 
  • 1 Micro Lot เทียบเท่า 1,000 หน่วยของเงินสกุลหลัก 
  • 1 Nano Lot เทียบเท่า 100 หน่วยของเงินสกุลหลัก 

จึงสรุปได้ว่า :: 1 Standard Lot = 10 Mini Lot = 100 Micro Lot = 1,000 Lot

ควรใช้ Lot Size ประเภทใด ?

     ในการซื้อขายนั้นจริงนั้น ไม่มี Lot Size ประเภทใดที่ดีไปกว่ากัน นอกจากนี้แม้จะเป็นบัญชีประเภท Standard Lot เหมือนกัน แต่ก็ยังมีรายละเอียดอื่นๆที่แตกต่างกันไป ตามแต่ละบัญชีของแต่ละโบรคเกอร์ Forex อีกด้วย เช่น

  • Leverage
  • Spread หรือ ค่าบริการ
  • ขั้นต่ำในการฝากเงินถอน
  • คู่เงิน หรือ ผลิตภัณฑ์ ที่สามารถซื้อขายได้
  • จำนวน Lot สูงสุด ต่อ 1 คำสั่งซื้อขาย
  • จำนวน Pending Order ที่สามารถตั้งรอได้
  • เงื่อนไขอื่นๆ เช่น โปรโมชั่นที่สามารถใช้ร่วมได้ หรือ Commission เป็นต้น

ข้อควรทราบ :: โบรคเกอร์ยังสามารถมีบัญชี Standard Lot มากก่า 1 ประเภทด้วย

ควรซื้อขายขนาด Lot เท่าไหร่ดี ?

     โดยทั่วไปแล้วขนาดของ Lot ในการซื้อขายแต่ละคำสั่ง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามงบประมาณ (Budget) ในการลงทุน แต่ไม่จำเป็นว่า หากมีเงินลงทุนเท่ากัน ควรจะลงทุนด้วยขนาด Lot เท่ากัน เนื่องจากผู้ลงทุนแต่ละรายมีปัจจัยการลงทุนที่ต่างกัน ซึ่งจำแนกได้หลักๆดังนี้

  • ความสามารถในการรับความเสี่ยง (Ability to take risks) ยิ่งสามารถรับความเสี่ยงได้สูง ผู้ลงทุนมักซื้อขายด้วยขนาด Lot ที่ใหญ่กว่าผู้รับความเสี่ยงได้ต่ำ
  • เป้าหมายในการเทรด (Trading goals) หากต้องการกำไรสูงๆในเวลาอันสั้น ก็ต้องซื้อขายด้วยขนาดของ Lot ที่สูงตาม
  • กลยุทธในการเทรด (Trading strategies) การเทรดสั้นๆมักจะมีแนวโน้มขนาด Lot ที่สูง แต่ก็ไม่เสมอไป
  • ประสบการณ์ในการเทรด (Trading experience) มีคำกล่าวว่า เราจะสามารถหาเงินได้เท่าที่เราจะมีความสามาถ นักลงทุนที่มีประสบการณ์ จึงอาจใช้ประโยชน์จากเครื่องมือ, กลุยทธการเทรด รวมทั้งมีแนวโน้มว่าจะตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

บทส่งท้าย

     การคำนวนขนาด Lot ในการซื้อขายนั้น จำเป็นต้องพิจาณาถึงทุกๆปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นความสามารถในการรับความเสี่ยง (Ability to take risks) เนื่องจากขนาดของ Lot หรือ Lot Size นั้น จะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณ กำไร/ขาดทุนตามที่กล่าวไปในช่วงต้นของบทความ ดังนั้นเมื่อนักลงทุนมีประสบการณ์มากพอ จะสามารถประมาณขนาดของ Lot ที่จะใช้ในการส่งคำสั่งซื้อขายภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ในที่สุด