อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆใช้ในการควบคุมอัตราการเติบโตและระดับเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ ให้เป็นไปตามความต้องการของธนาคารกลาง เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระดับที่เหมาะสม

     ซึ่งราคาทองคำนั้นจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยของประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากราคาทองคำมักจะเคลื่อนตัวสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย นั่นหมายถึงเมื่อมีการฝากเงินในจำนวนเท่าเดิมจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงก่อนปรับขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนจึงมีแนวโน้มย้ายเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเช่นทองคำ ไปอยู่ในรูปของเงินฝากหรือตราสารหนี้ ซึ่งเงินฝากและตราสารหนี้จะได้รับผลตอบแทนมากขึ้นหากธนาคารกลางมีการปรับขึ้น

     ตามที่กล่าวไปแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหนึ่งของธนาคารกลางในการควบคุมอัตราการเติบโตและระดับเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นความถี่ในการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยก็ขึ้นอยู่กับการสภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ หากธนาคารกลางเห็นว่าควรชะลอเศรษฐกิจที่มีการเติบโตรวดเร็วเกินไป (ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอย่างฟองสบู่แตกตามมา หากเงินเฟ้อในระบบสูงเป็นเวลานานๆ) ธนาคารกลางจะทำการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้น (ส่งผลให้ภาคเอกชนมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น จึงลดการลงทุนใหม่ลง เพื่อลดอัตราเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม)

     ซึ่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวลดลง และหากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวลดลงก็จะส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าอัตราดอกเบี้ยและราคาทองคำมักมีทิศทางการเคลื่อนตัวสวนทางกัน