นโยบายเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

0
Recession-Featured

     ในปัจจุบัน เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย (Recession) จากสงครามการค้าโลกที่ยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละประเด็นยังคงวนเวียนกดดันตลาด ส่งผลให้นักลงทุนยังคงชะลอการลงทุน ทั้งในเชิง Real Sector รวมถึง Financial Sector เพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจ เพื่อวางแผนรับมือกับทิศทางการค้าในปี 2020 ที่มีแนวโน้มไม่ค่อยสดใสจากประเด็นต่างๆ ซึ่งปัจจัยหลักๆมีที่มาและความคืบหน้า ดังนี้

Trade War

     สงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจระหว่าง สหรัฐ และ จีน มีจุดเริ่มต้นหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ดอนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งในช่วงต้นปี 2017 โดยชูนโยบาย “Make America Great Again” ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้หาเสียงในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ และเริ่มตั้งกำแพงภาษีจากประเทศคู่ค้าซึ่งสหรัฐขาดดุลการค้า จีนจึงกลายเป็นเป้าหมายหลักจากประเด็นดังกล่าว โดยนาย สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีกับทางสหรัฐเช่นกัน

     แม้ล่าสุดมีการแถลงว่าข้อตกลงในเฟสแรกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่หลายฝ่ายยังมองว่าประเด็น Trade war น่าจะมีข้อตกลงที่ชัดเจน ก่อนการเลือกตั้ประธานาธิบดีงสหรัฐในช่วงกลางปี 2020

Brexit

     ในช่วงกลางปี 2016 ประชาชนชาวอังกฤษได้มีการลงมติ ให้อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป ด้วยคะแนนเสียง 51.9 ต่อ 48.1 โดยเสียงส่วนใหญ่ที่ลงมติให้แยกตัว คือ อังกฤษและเวลส์ ขณะที่สกอตแลนด์และไอแลนด์เหนือ ต้องการให้อังกฤษอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป ด้วยคะแนนเสียงที่ฉิวเฉียดจึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาจากประเด็นดังกล่าวจนยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

     ล่าสุดนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ออกมากล่าวคำขอโทษ หลังจากประสบความล้มเหลวในการผลักดันให้อังกฤษแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ได้ตามกำหนดในวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา และมีการขยายเส้นตาย Brexit ออกไปเป็นวันที่ 31 ม.ค.2563 จากความเห็นพ้องของสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศ 

สงครามการค้าญี่ปุ่น-เกาหลีใต้

     ทั้ง 2 ประเทศ มีความขัดแย้งกันมายาวนานจากประวัติศาสตร์ และเริ่มลุกลามสู่ภาคเศรษฐกิจรวมถึงความมั่นคง เมื่อปลายปี 2018 ศาลในเกาหลีใต้สั่งให้ 3 บริษัทญี่ปุ่น คือ นิปปอน สตีล, นาจิ ฟูจิโกชิ คอร์ปอเรชั่น และ มิตซูบิชิ ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้ชายเกาหลีใต้ที่อ้างว่า โดนบริษัทเหล่าดังกล่าว ใช้แรงงานเป็นทาส ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

     เมื่อ 1 กรกฎาคม รัฐบาลญี่ปุ่นลดปริมาณการส่งออกสารเคมี 3 ชนิด ที่ใช้ในการผลิตชิป และ ผลิตหน้าจอโทรศัพท์ ซึ่งเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ขึ้นยู่กับการขายอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ ทำให้กระทบกระบวนการผลิตของเกาหลีใต้และเกิดปัญหา และยังไม่มีที่ท่าว่าจะเจรจากันได้

เหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกง

     เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 62 มีชาวฮ่องกงออกมาออกมาประท้วง คัดค้านกฏหมายส่งผู้รายข้ามแดน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่เชื่อมั่นในจีน ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องมือของจีนในการใส่ร้ายคนฮ่องกงที่อพยพมาจากจีนได้ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เศรษฐกิจของฮ่องกงชะงักโดยเฉพาะในภาคของการท่องเที่ยว และสถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นโยบายเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

     จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้แต่ละประเทศต้องนำนโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ (Expansionary Monetary Policy) ออกมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายจากภาคเอกชน ทั้งในส่วนของนโยบายการเงิน ซึ่งถูกกำหนดโดย “ธนาคารกลาง” และนโยบายการคลัง ซึ่งถูกถูกกำหนดโดย “กระทรวงการคลัง”

     โดยทั้งนโยบายการเงินแลการคลังนั้นจะต้องดำเนินนโยบายสอดคล้องกัน ทั้งธนาคารกลางและกระทรวงการคลังจึงต้องประชุมเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบาย รวมถึงระดับของนโยบายที่แต่ละฝ่ายจะออกนโยบายออกมา ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละช่วงของเศรษฐกิจ โดยเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่นิยมใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในยามที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มถดถอย (Recession) มีดังนี้

  • การลดอัตราดอกเบี้ย แน่นอนว่าการลดภาระทางดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายจากภาคเอกชน แต่ประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยจะส่งผลกับตลาดน้อยลง เมื่อดอกเบี้ยใกล้เคียง 0% มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไม่จูงใจให้เกิดการฝากเงิน ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ยาก เรื่องจากมีเม็ดเงินในการปล่อยกู้จำกัด
  • เพิ่มการใช้จ่ายจากภาครัฐบาล หรือ นโยบายงบประมาณขาดดุล เป็นนโยบายที่รัฐบาลจะใช้เงินมากกว่าภาษีที่จัดเก็บได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาทางการคมนาคมและสาธารณูปโภคพื้นฐาน และจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น จากความต้องการแรงงานในการดำเนินโปรเจ็คต่างๆของรัฐบาล และเมื่อประชาชนมีงานทำมากขึ้นจะส่งผลให้มีเงินไปใช้จ่าย และกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีก
  • ลดอัตราเงินสดสำรองที่ต้องดำรง ของธนาคารพาณิชย์ จะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินส่วนที่เหลือจากการต้องกันเงินสำรองดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมีเงินไปปล่อยกู้แก่ภาคเอกชนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากภาคเอกชนอีกทาง
  • การซื้อ “หลักทรัพย์” หรือ “พันธบัตร” ของธนาคารกลางกับภาคเอกชน จะเป็นการเพิ่มกระแสเงินสดกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดสภาพคล่องมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
  • นอกจากนี้ยังสามารถปรับลดอัตราซื้อ หรือการขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตาม ให้สอดคล้องกันนโยบายเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้นได้

บทสรุป

     นโยบายผ่อนคลายทางเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจถดถอยนั้น จะเป็นไปในเชิงกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ ผ่านทางการอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงิน หรือสร้างอุปสงค์เทียมเข้าไปในตลาด เพื่อให้เกิดการลงทุน การใช้จ่ายจากภาคเอกชน รวมถึงผลักดันให้เกิดการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น

     เพราะการจ้างงานที่เต็มระบบจะส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง เพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเพียงพอ หรือเป็นการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ที่สำคัญเมื่อแรงงานมีเงินในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็จะส่งผลให้มีความต้องการสินค้าหรือบริการมากขึ้นตาม อีกทั้งยังเป็นการลดภาระรัฐบาลในการจ่ายเงินชดเชย ให้แก่แรงงานที่ว่างงานในระบบได้ด้วย

การค้าระหว่างประเทศ

0
International-Trade-Featured

     ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ผู้บริโภคจะมีความต้องการในตลาดสูง จึงเป็นช่วงที่แนวคิด เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ได้รับความนิยม และในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหรือแนวโน้มเศรษฐกิจขาลง จะส่งผลให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลง จึงเป็นเหตุให้มีการ ปกป้องกันการค้าระหว่างประเทศ (Protectionism) มากขึ้น เพื่อชดเชยความต้องการจากต่างประเทศที่ลดหายไปนั่นเอง

     เมื่อก่อนเรามักจะได้ยินคำว่า FTA ซึ่งหมายถึง เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) อยู่บ่อยครั้งตามข่าวเศรษฐกิจโลก ซึ่งหมายถึง การทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศภายในเขตการค้า จากมาตรการทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศภายในเขตการค้าเสรี

     การร่วมมือกันทางการค้าในลักษณะเขตการค้าเสรีนั้น มีการนำแนวคิดของการแบ่งงานกันทำมาใช้ โดยการเลือกผลิตสินค้าและส่งออกสินค้าที่ตนถนัด และนำเข้าสินค้าที่มีต้นทุนในการผลิตต่ำกว่าการผลิตเองในประเทศ เพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่ย้ายไปผลิตสินค้าที่ตนถนัดแทน ตามหลักของการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale : EOS) เพื่อให้ผลผลิตที่ได้ออกมามีคุณภาพที่ต้องการในต้นทุนที่ต่ำที่สุด ส่งผลให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน และผลประโยชน์โดยรวมเพิ่มขึ้นด้วย

หมายเหตุ :: โดยหากเป็นข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ จะเรียกว่า “ทวิภาคี” หรือหากเป็นการรวมกลุ่มของหลายๆประเทศ จะเรียกว่า “พหุภาคึ”

     ปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำว่า ปกป้องกันการค้าระหว่างประเทศ (Protectionism) หนาหูขึ้น โดยปกติการป้องกันทางการค้าจะมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตภายในประเทศ ไม่ให้ถูกสินค้าจากต่างชาติเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด รวมถึงแรงงานภายในประเทศไม่ให้ถูกแย่งงาน เพื่อลดภาระการพึ่งพิงหรือขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ รวมถึงเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ตลาดในประเทศนั้นจึงเป็นส่วนที่ต้องรักษาไว้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

     รัฐบาลจึงมีการออกนโยบายต่างๆเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อรีดอุปสงค์ (Demand) ของประชากรในประเทศ ผ่านทางช่องทางการจับจ่ายใช้สอยประเภทต่าง รวมทั้งการท่องเที่ยว ซึ่งวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ การให้เงินอุดหนุน เช่น โครงการชิมช้อปใช้ และการลดหย่อนภาษีเมื่อมีการใช้จ่ายในช่องทางที่กำหนด เช่น การใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวเมืองรอง

     นอกจากนั้นรัฐบาลยังดำเนินนโยบายอื่นๆควบคู่ เช่น การจำกัดการนำเข้า การอุดหนุนผู้ผลิตภายในประเทศ การอุดหนุนการส่งออก เป็นต้น เพื่อลดโอกาสการขาดดุลทางการค้า และส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศจากทุกๆช่องทาง

ข้อสนับสนุนการค้าเสรี

  • การค้าเสรีช่วยเพิ่มขนาดของเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากมีการแบ่งงานกันทำตามทรัพยากรและทักษะความเชี่ยวชาญที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตและนำไปสู่ค่าจ้างที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาวจากความเชี่ยวชาญในการผลิต 
  • การค้าเสรีจะส่งผลดีต่อผู้บริโภค เนื่องจากจะมีการลดภาษีและเพิ่มอัตราการแข่งขัน จะส่งผลให้มีการปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค รวมทั้งสามารถเคลื่อย้ายสินค้าไปยังพื้นที่อื่น ซึ่งมีความต้องการสินค้ามากกว่าพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิต
  • การลดอุปสรรคทางการค้า จะช่วยให้ต้นทุนการซื้อขายลดลง โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานกับกฎระเบียบเพียงชุดเดียวค่าใช้จ่ายของ ‘การปฏิบัติตาม’ จะลดลง โดยหลักการแล้วจะทำให้สินค้าและบริการมีราคาถูกลง
  • สงครามทางการค้า จะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนจากความพยายามในการปกป้องเศรษฐกิจ และการปกป้องการค้ามักจะเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากมีศักยภาพในการแข่งขันสูงกว่ารายย่อย

ข้อสนับสนุนการปกป้องการค้า

  • การปกป้องการค้าภายในประเทศ ยังช่วยในการชะลอผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม เพื่อซื้อเวลาให้ผู้ผลิตภายในประเทศ สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์การค้าโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้ด้วย
  • การปกป้องการค้าภายในประเทศ อาจก่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้น ซึ่งอาจมีต้นทุนสูงและยากที่จะแข่งขันในตลาดได้ แต่หากได้รับการสนับสนุนทางภาษีหรือเงินอุดหนุนจากรัฐบาล อุปสรรคดังกล่าวก็อาจกลายเป็นความได้เปรียบได้เช่นกัน
  • การปกป้องทางการค้าภายในประเทศยังคงมีความจำเป็นในการปกป้องอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะพลังงาน และน้ำ เนื่องจากหากปล่อยให้เอกชนผูกขาดในอุตสาหกรรมดังกล่าว อาจจะก่อให้เกิดปัญหาและไม่สามารถควบคุมราคาได้ ซึ่งจะทำให้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตามมา
  • ผู้บริโภคมีความกังวลว่า การค้าเสรีจะส่งผลให้คุณภาพสินค้าด้อยลงจากเดิม หรือต่ำกว่ามาตรฐาน เนื่องจากผู้ผลิตอาจลดต้นทุนลงเพื่อ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคา โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งขันกับบริษัทที่มีมาตรฐานต่ำกว่า

บทส่งท้าย

     แม้การเคลื่อนย้ายย้ายวัตถุดิบ แรงงาน และทุน ในปัจจุบันจะมีต้นทุนต่ำลงมากก็ตาม แต่ในระยะยาว (Long-Term) ยังคงมีแนวโน้มว่า แต่ละประเทศจะสามารถผลิตสินค้าต่างๆด้วยต้นทุนที่ไม่แตกต่างกันมากนัก จึงทำให้รายการสินค้าส่งออกและนำเข้ามีแนวโน้มลดลง จนเหลือเพียงสินค้าที่ได้เปรียบทางการค้าจริงๆ หรือไม่สามารถหาได้ในท้องถิ่นเท่านั้น

ระดับความมหาชน ของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

0

     แม้ว่าหุ้นที่เราซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกนั้น จะเป็นบริษัทมหาชนที่ได้ทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของแต่ละประเทศแล้วก็ตาม แต่ในความมหาชนนั้นยังคงมีระดับของความมหาชนที่แตกต่างกัน ของหุ้นแต่ละตัวแฝงอยู่

     ซึ่งนักลงทุนที่มีประสบการณ์หรือมีประสบการณ์ในการลงทุนมานาน มักจะเข้าใจถึงระดับความมหาชนของหุ้นแต่ละตัวอยู่แล้วไม่มากก็น้อย แต่สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่หรือผู้ที่เริ่มศึกษาการลงทุนในหุ้นหลายราย อาจจะจะยังไม่เข้าใจถึงระดับความมหาชนที่แฝงอยู่ของหุ้นแต่ละตัว วันนี้ผมจึงอยากจะมากล่าวถึงระดับความมหาชนของหุ้น ว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ส่งผลให้ระดับความมหาชนที่ผมกล่าวไว้มีความแตกต่างกัน รวมทั้งระดับความมหาชนส่งผลอย่างไร

ความหมายของคำว่า “มหาชน”

     ก่อนที่จะทราบถึง ระดับของมหาชนได้นั้น จำเป็นต้องทราบถึงความหมายของคำว่ามหาชนกันก่อน คำว่า มหาชน มีความหมายตามพจนานุกรมว่า คนจำนวนมาก หรือคนส่วนใหญ่ นั่นทำให้สามารถตีความในเบื้องต้นได้ว่า บริษัทที่มีจำนวนผู้ถือหุ้นอยู่ 1,000 คน ย่อมมีระดับของความมหาชนมากกว่าบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นอยู่จำนวน 100 คน โดยบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นอยู่จำนวนมาก ก็มักจะมีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงด้วยเช่นกัน โดยมูลค่าตามราคาตลาดนั้น จะมีสูตรง่ายๆในการคิดคำนวนดังนี้

Market Capitalization = จำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด x ราคาต่อหุ้น

     ซึ่งหุ้นที่ Market Capitalization สูงมักจะเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนสูงตาม โดยที่ทุนจดทะเบียนนั้น หมายถึง ทุนตั้งต้นที่บริษัทแจ้งกับกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งจะโชว์ในหนังสือรับรองของแต่ละบริษัทฯ โดยที่ทุนจดทะเบียนที่ชะระแล้วนั้นต้องไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน หรือจะชำระเต็มจำนวนก็ได้ ซึ่งแสดงถึงฐานะทางการเงินรวมถึงความน่าเชื่อถือของตัวบริษัทมหาชนนั้นๆ

     แต่ไม่ใช่ว่าหลักทรัพย์ใดมี Market Capitalization สูงที่สุดแล้ว จะมีระดับความหาชนที่สุดเสมอไป เนื่องจากความหมายของคำว่า มหาชน คือ คนจำนวนมาก หรือคนส่วนใหญ่ ดังนั้นการมีมูลค่าตามราคาตลาดสูง จึงเป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้น ของการมีหุ้นมากพอในการขายให้แก่ผู้ที่สนใจลงทุน หรือผู้ที่ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นอย่างทั่วถึงนั่นเอง

ประเภทของผู้ถือหุ้น

     ผู้ถือหุ้นนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ผู้ถือรายใหญ่ และ ผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งการจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้ต้องถือครองหุ้นของบริษัท 0.50% เป็นอย่างต่ำ และจะแสดงรายชื่อในเว็บไซต์ของทางตลาดหลักทรัพย์ด้วย ซึ่งเมื่อนักลงทุนมีการครอบครองหุ้นเกินร้อยละ 25, 50, 75 จะต้องแจ้งกับตลาดหลักทรัพย์และทำ Mandatory Tender Offer คือการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ตามกฏของตลาดหลักทรัพย์ด้วย

     กลับมาที่เรื่องระดับของความมหาชนกันต่อ แม้ว่าหลักทรัพย์แต่ละตัวจะไม่ได้มีการแจ้งถึงสัดส่วน รวมถึงจำนวนผู้ถือหุ้นอย่างชัดเจนในแต่ละวัน เนื่องจากหุ้นของบริษัทมหาชนจะมีการซื้อขายกันใน ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นตลาดรองประเภทหนึ่ง โดยจะเปิดให้ทำการซื้อ-ขายทุกวันทำการ แต่ตัวเลขดังกล่าวนั้น ก็พอจะแสดงให้เห็นถึง จำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด ต่อ จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) ได้คร่าวๆ ดังตัวอย่างด้านล่างนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของผู้ถือหุ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ www.set.or.th

     นอกจากนี้ปริมาณการเสนอซื้อ-ขาย รวมถึงปริมาณการซื้อขายแต่ละวันของหุ้นแต่ละตัวในตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นตัวชี้วัดถึงระดับความมหาชนได้อีกรูปแบบหนึ่ง เรามักเรียกตัวชี้วัดนี้ว่าสภาพคล่อง  (Liquidity) ของหุ้น ซึ่งหากหุ้นที่มีความมหาชนมากก็มักจะส่งผลให้มีสภาพคล่องสูงตาม เนื่องจากมีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนผู้ถือหุ้นอยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่ามีนักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจลงทุนในหุ้นตัวนั้นๆอยู่ ซึ่งหุ้นที่มีระดับความมหาชนสูง มักจะมีสภาพคล่องสูงอยู่อย่างต่อเนื่องด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงที่มีข่าวหรือมีปัจจัยบางอย่างเข้ามากระทบเพียงช่วงเดียว

สรุปปัจจัยหลักที่ส่งผลให้หุ้นของแต่ละบริษัทมีระดับความมหาชนสูง

  • มีมูลค่าตามราคาตลาดที่สูง :: เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก ซึ่งส่งผลให้สามารถรองรับจำนวนผู้ถือหุ้นได้มาก
  • มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย ต่อผู้ถือหุ้นทั้งหมดสูง :: ผู้ถือหุ้นรายเยอะ สถาพคล่องก็มักจะสูงตาม
  • มีจำนวนผู้เสนอซื้อ เสนอขาย และปริมาณการซื้อขายต่อวันสูง :: สภาพคล่องสูง ก็ยิ่งน่าลงทุน

     จะเห็นได้ว่าปัจจัยหลักๆที่กล่าวมาข้างต้น คล้ายคลึงกับคุณสมบัติของการคัดเลือกหุ้นที่นำมาใช้คำนวนดัชนี SET50 และ SET100 จึงอาจกล่าวได้ว่าบริษัทที่อยู่ในดัชนี SET50 และ SET100 นั้นมีระดับความมหาชนที่สูงกว่าหลักทรัพย์อื่นๆในตลาดโดยเฉลี่ย แต่ด้วยปัจจัยต่างๆที่ไม่คงที่จึงส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนรายชื่อบริษัทที่อยู่ในดัชนีดังกล่าวทั้งเข้าและออกอยู่เสมอ ซึ่งจะมีการทบทวนทุกๆ 6 เดือน โดยทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

กฏเกณฑ์คร่าวๆในการคัดเลือกหลักทรัพย์มาคำนวนในดัชนี SET50 และ SET100
  • เป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงสุด 200 ลำดับแรก โดยพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเฉลี่ยต่อวัน ย้อนหลัง 3 เดือน
  • เป็นหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20% ของทุนชำระแล้ว โดยพิจารณาข้อมูลล่าสุดตามรอบระยะเวลาในการทบทวน
  • เป็นหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยมูลค่าซื้อขายของหลักทรัพย์นั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อหลักทรัพย์ของหลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญทั้งตลาดในเดือนเดียวกัน เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 9 ใน 12 เดือน
  • เป็นหลักทรัพย์ที่มีจำนวนหุ้นซื้อขาย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนของงตลาดหลักทรัพย์นั้นๆ ในเดือนที่มูลค่าซื้อขายของหลักทรัพย์ผ่านเงื่อนไขตามข้อบน
ผลกระทบในการเลือกซื้อหุ้นที่มีความมหาชนต่ำ หรือไม่มากพอ
  • ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดของการซื้อหุ้นที่ไม่มีความมหาชนพอ คือ จะส่งผลให้ปริมาณเสนอซื้อ-ขาย ไม่เพียงพอต่อความต้องการต่อความต้องการทำรายการซื้อ-ขายเยอะๆในราคาเดียว เนื่องจากปริมาณซื้อขายในแต่ละช่องของ Bid – Offer ไม่เพียงพอ
  • ประการถัดมา คือ เมื่อปริมาณการซื้อขายในแต่ละราคามีปริมาณน้อย จะส่งผลให้เกิดการทำราคาให้ผิดเพี้ยนไปจากราคาตลาดได้ง่าย หรือการทำราคาของผู้ที่ต้องการปั่นราคาตลาดได้ ซึ่งหากสังเกตุจะเห็นได้ว่า ในหุ้นที่ถูกนำมาคำนวนดัชนี SET50 และ SET100 การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น มักจะมีความสมเหตุสมผลมากกว่า

การลงทุนในหุ้นทุกตัวที่ถูกคำนวนในดัชนี SET50 หรือ SET100

     หากต้องการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีระดับความมหาชนสูงๆ เช่น หุ้นในดัชนี SET50 ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มที่มีระดับความหาชนสูงสุดในตลาดในช่วงเวลานั้นๆ ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่มีกลยุทธ์การบริหารแบบเชิงรับ ซึ่งจะเน้นลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง

สกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency)

0
Cryptocurrency

       สกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) เป็นสกุลเงินใหม่ที่สร้างขึ้นจากกลไกทางคณิตศาสตร์ ซึ่งมีการกำหนดชุดรหัสไว้ในจำนวนจำกัด ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อถอดรหัส จึงจะสามารถนำเงินออกจากกลไก โดยมีสิ่งที่เรียกว่า Wallet เป็นเหมือนกระเป๋าเงินออนไลน์ไว้เก็บเงินดิจิตอลสกุลต่างๆของผู้ใช้งานแต่ละบุคคล

สกุลเงินดิจิตอล  (Cryptocurrency) สร้างขึ้นเพื่อลดการรวมศูนย์ของระบบการชำระเงินผ่านสถาบันการเงิน และกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังผู้ใช้ในเครือข่ายสกุลเงินนั้นๆ โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นระบบโครงข่ายที่ใช้เก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ มีลักษณะคล้ายใยแมงมุมที่เก็บสถิติการทำธุรกรรมทางการเงินทุกๆ Transaction เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของเงิน โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง อีกทั้งยังสามารถป้องกันการปลอมแปลงได้ด้วยชุดตัวเลขที่ถูกเข้ารหัสไว้ โดย Blockchain ในระบบสกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) นั้น มี 2 ระบบหลักๆ คือ

  • ระบบที่มีศูนย์กลางดูแลข้อมูล (Centralized) มีเซิร์ฟเวอร์กลางที่เก็บข้อมูลทั้งหมด ทำให้มีเพียงผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้
  • ระบบที่ไม่มีศูนย์กลางดูแลข้อมูล (Decentralized) ใช้การกระจายข้อมูลออกไปสู่ทุกหน่วยย่อยในระบบ เพื่อให้ดูแลและตรวจสอบข้อมูลระหว่างกัน

จากโครงสร้างของสกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) ส่งผลให้เกิดความรวดเร็วในการทำธุรกรรมทางการเงิน ต้นทุนต่ำ และมีความปลอดภัย ถึงแม้ธนาคารกลางส่วนใหญ่จะยังไม่รับรองสกุลเงินดิจิตอลนี้ อีกทั้งมูลค่าของแต่ละสกุลเงินดิจิตอลก็มีความผันผวนมาก แต่ก็สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฏหมายได้ ส่งผลให้สกุลเงินดิจิตอลยังมีคุณสมบัติของเงินไม่ครบ แต่หากเป็น สกุลเงินดิจิตอลธนาคารกลางออกใช้ (Central Bank Digital Currency: CBDC) จะมีคุณสมบัติของเงินที่ครบถ้วนเพราะมีมูลค่าแน่นอนใช้แทนสกุลเงินท้องถิ่นได้ตามกฎหมาย

วัตถุประสงค์ของเงินสกุลเงินดิจิตอล ที่ออกโดยโดยธนาคารกลาง

1. ลดโอกาสการผูกขาดและความเสี่ยงในการทำธุรกรรมทางการเงินจากภาคเอกชน ซึ่งมักเกิดกับประเทศที่คนไม่ค่อยใช้เงินสดแล้ว

2. ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการชำระเงิน

3. เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงิน

หมายเหตุ :: ธนาคารกลางสามารถกำหนดรูปแบบของสกุลเงินดิจิตอล CBDC ได้เอง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในช่วงขาลง เนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจนติดลบนั้นไม่สามารถทำได้ในสังคมที่ยังใช้เงินสด เพราะคนจะเปลี่ยนไปถือเงินสดแทนการเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากแล้วถูกเก็บดอกเบี้ย

ความนิยมในการใช้สกุลเงินดิจิตอล

       ความนิยมในการใช้สกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) จะเห็นได้ชัดในประเทศที่ไม่มีความเชื่อมั่นในเงินสกุลท้องถิ่น หรือไม่มั่นใจในเสถียรภาพของระบบการเงินในประเทศ หรือทั้ง 2 ปัจจัยควบคู่กัน เช่น ประเทศเวเนซุเอลาที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจ เผชิญกับเงินเฟ้อสูงมากเกือบ 1,000,000% ในปี 2561 ทำให้เงิน โบลีเวีย (Bolevar) ซึ่งเป็นสกุลเงินท้องถิ่นแทบไม่มีค่า คนจึงหนีภาวะเงินเฟ้อในสกุลเงินโบลีเวียและหันไปถือสกุลเงินดิจิตอลแทน แม้รัฐบาลจะออกสกุลเงินดิจิตอลแห่งชาติชื่อ Petro coin ที่มีมูลค่าบ่อน้ำมันของรัฐหนุนหลังด้วย แต่ก็ไม่สามารถดึงให้ประชากรในท้องถิ่นกลับมาเชื่อถือในเงินของรัฐได้

การใช้สกุลเงินดิจิตอลในประเทศไทย

       ปัจจุบันการในประเทศไทยมีการใช้สกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) เพื่อธุรกรรมทางการเงินเพียงในวงจำกัด แต่ก็เริ่มมีคนไทยที่ผลิตสกุลเงินดิจอตอลได้แล้ว เช่น Zcoin ในส่วนของนักลงทุนไทยเริ่มรู้จักคริปโท (Crypto) ในฐานะสินทรัพย์ดิจิตอล ภายใต้ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับดูแลการขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลในไทย โดยมีการเตือนผู้สนใจลงทุนในสกุลเงินดิจิตอลว่ามีความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องมีความรู้และสามารถรับความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียเงินต้นที่นำมาลงทุนได้

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) ได้เปิดเผยรายละเอียดกฏหมายสำหรับสกิลเงินดิจิตอลและการระดมทุน ICO รวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตและค่าธรรมเนียม โดยรายชื่อสกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับอนุมัติ ประกอบด้วยเหรียญ Bitcoin, Bitcoin Cash, Ethereum, Ethereum Classic, Litecoin, Ripple และ Stellar ซึ่งพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของ Consensus และ สภาพคล่องของสกุลดิจิตอลนั้นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้เงินสกุลเงินดิจิตอลในชีวิตจริง หรือการลงทุนในสกุลเงินดิจิตอลในไทย โดยแต่ละสกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับการอนุมัติมีรายละเอียดคร่าวๆดังนี้

Bitcoin

        Bitcoin (BTC) ถือเป็นเงินดิจิตอลสกุลแรกที่มีการยอมรับและเริ่มใช้งานจริงอย่างแพร่หลาย สร้างขึ้นในปี 2009 โดยบุคคลลึกลับที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto แม้ชื่อจะเป็นชาวญี่ปุ่น แต่มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชาวตะวันตกมากกว่า โดย Bitcoin อยู่ในเครือข่าย Blockchain แบบ Centralized ในการจัดเก็บข้อมูล ทําให้ไม่มีใครสามารถควบคุมหรือแก้ไขข้อมูลที่บันทึกอยู่บน Blockchain ได้

Bitcoin Cash

       Bitcoin Cash (BCH) คือสกุลเงินดิจิตอลที่กำเนิดจากการแยกออกของ Bitcoin (การทำ Hard Fork) ส่งผลให้เครือข่าย Blockchain ของ Bitcoin ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนของ BTC และ BCH เหตุที่มีการแยก Bitcoin Cash ออกมา เนื่องจาก Bitcoin (BTC) รองรับได้เพียง 100 ธุรกรรมต่อบล็อก หรือ 1MB ซึ่งถือว่าช้าและมีปริมาณธุรกรรมที่รอการตรวจสอบเป็นจำนวนมาก จึงเกิดการโต้แย้งขึ้นระหว่างนักพัฒนา 2 กลุ่ม สุดท้ายกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับปัญหาการ Scaling ของ BTC จึงแยกตัวออกมาเป็นอีกเหรียญ BCH ในที่สุด

Ethereum

       Ethereum (ETH) สร้างขึ้นในปี 2013 โดย Vitalik Buterin ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเงินสกุล Ethereum จนทำให้เขาได้รับการยอมรับในวงการสกุลเงินดิจิตอล จากความสามารถอันโดดเด่นของ Ethereum ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายธุรกรรม โดยเฉพาะการเป็นฐานในการระดมทุนทำ ICO (Initial Public Offering) ของเงินดิจิทัลสกุลใหม่ๆทั่วโลก

Ethereum Classic

       Ethereum Classic (ETC) เป็นอีกหนึ่งสกุลเงินดิจิตอลที่แยกตัวออกมาจาก Ethereum เนื่องจากทีมพัฒนาบางกลุ่ม ไม่เห็นด้วยกับเรื่องการแก้ปัญหาของ Ethereum ที่ถูกแฮกระบบ จึงรวมกลุ่มกันออกมาพัฒนาเป็นเงินดิจิตอลสกุล Ethereum Classic ขึ้นในปี 2016

Litecoin

       Litecoin (LTC) เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่มีจุดเด่นในเรื่องความเร็วในการประมวลผลของธุรกรรมต่างๆ ว่ากันว่าเร็วกว่า Bitcoin ถึง 4 เท่า และค่าธรรมเนียมยังถูกกว่าอีกด้วย ซึ่ง Litecoin ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2010 โดย Charlie Lee ซึ่งเป็นอดีตอดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของ Google

Ripple

       Ripple (XRP) เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่แตกต่างจากสกุลเงินอื่นๆ เพราะออกแบบภายใต้ระบบ Private Blockchain โดยมีบริษัท Ripple เป็นผู้ดูแลปริมาณเงินในระบบทั้งหมด ทำให้นักลงทุนไม่สามารถขุดได้ เนื่องจากทางผู้พัฒนาต้องการให้ Ripple มีความเสถียรและเป็นสกุลเงินดิจิตอลหลักสำหรับใช้แลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

Stellar

       Stellar (XLM) เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ถูกพัฒนาต่อยอดจาก Ripple ที่มีจุดประสงค์เพื่อเป็นเงินดิจิทัลสำหรับถ่ายโอนแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินหลัก แต่จุดที่ Stellar แตกต่างออกไป คือ การออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานของคนทั่วไป ซึ่งต้องการโอนเงินจำนวนไม่มาก ตรงกันข้ามกับ Ripple ที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มองค์กรหรือสถาบันการเงินเป็นหลัก

ICO คืออะไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับสกุลเงินดิจิตอล

       ICO (Initial Coin Offering) คือ การระดมทุนรูปแบบหนึ่งที่สตาร์ทอัพนิยมใช้เพื่อเปิดตัวโครงการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยจะมีการออกเหรียญดิจิทัลมาเสนอขายแก่นักลงทุนที่ต้องการลงทุน มีลักษณะคล้ายกับ Initial Public Offering (IPO) แต่จะได้รับเป็นเหรียญดิจิทัลแทนการได้รับเป็นหุ้น ซึ่งเหรียญดิจิทัลที่ได้รับสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินดิจิตอลสกุลอื่นได้ ซึ่งโปรเจคที่ประสบความสำเร็จจาก ICO มากที่สุดคือ Ethereum

อย่างไรตาม ยังมีโครงการ ICO อีกมากมายที่ล้มเหลว ซึ่งผู้ลงทุนต้องรับความเสี่ยงในส่วนนี้ นอกจากนี้ยังมีข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับ ICO จำนวนมาก เนื่องจากการทำ ICO สามารถทำได้ง่ายกว่า IPO จึงมีบริษัทมากมายเข้ามาระดมทุนในช่องทางนี้ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใน ICO ใดก็ตาม ควรศึกษาอย่างละเอียดก่อน เพราะในขณะนี้ ICO ยังไม่มีกฎหมายที่แน่นอนมารองรับ ต่างจาก IPO ที่มีการรับรองจากหน่วยงานของรัฐบาล

บทส่งท้าย

       สำหรับอนาคตของสกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) ยังคงไม่แน่นอนซึ่งต้องติดตามกันต่อไป ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นที่นิยมและมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย จนธนาคารกลางส่วนใหญ่ให้การรับรองอย่างเป็นทางการได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงสกุลเงินหนึ่งที่ยังไม่สมบูรณ์และไม่สามารถพัฒนาจนสามารถใช้จริงในชีวิตประจำวันได้ในที่สุด

ที่จริงแล้วสกุลเงินดิจิตอลที่กล่าวมาในบทความนี้ ได้เริ่มมีการพัฒนามาตั้งแต่ช่วงมี อินเทอร์เน็ต 56k (Dial-up internet) โดยเริ่มเปิดตัวสกุลเงินดิจิตอล (Cryptocurrency) สกุลแรกอย่างบิทคอยน์ (Bitcoin) ในปี 2009 ซึ่งในระยะเวลาประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มีสกุลเงินดิจิตอลใหม่ๆเกิดขึ้นทั่วโลกเกือบ 2,700 สกุลในปี 2019 และยังคงมีนักลงทุนรวมถึงนักพัฒนาระบบหันมาสนใจสกุลเงินดิจิตอล หรือที่หลายๆคนเรียกติดปากว่า Cryptocurrency มากขึ้นเรื่อยๆ