ปริมาณเงิน (Money Supply)

0
Money-Supply-M1-M2-M3

     ในเชิงเศรษฐศาสตร์ปริมาณเงิน (Money Supply หรือ Money Stock) หมายถึง เป็นปริมาณของเงินหรือสินทรัพย์อื่นที่ใกล้เคียงกับเงินที่หมุนเวียนอยู่ในในระบบเศรษฐกิจ ประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่อยู่ในมือประชาชน และรวมถึงเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งเป็นเงินฝากเผื่อเรียกที่ประชาชนฝากไว้ที่ระบบธนาคาร อาทิ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ

ปริมาณเงินจะจำแนกประเภทตามขนาด ดังนี้

ปริมาณเงินในความหมายแคบ (Narrow)

  • M1  =  ธนบัตร + เหรียญกษาปณ์ + เงินฝากกระแสรายวัน

ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (Broad Money)

  • M2  =  M1 + เงินฝากออมทรัพย์ + เงินฝากประจำของประชาชน
  • M3  =  M2 + เงินฝากประจำในสถาบันการเงินทุกประเภท + เงินฝากที่เป็นเงินตราต่างประเทศ + ตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุน และ บริษัทหลักทรัพย์

     ปัจจุบัน นิยามของปริมาณเงินซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยมีการเผยแพร่อยู่ จะเหลือเพียง ปริมาณเงินในความหมายแคบ (Narrow) และในความหมายกว้าง (Board Money) โดยในอดีตจะมีการเผยแพร่ในลักษณะ M1 + M2 + M3

     แม้ธนาคารกลางจะมีการพูดถึงปริมาณเงินในระบบไม่บ่อยนัก แต่การทำความรู้จักกับชื่อเรียกปริมาณเงินในนิยามต่างๆ จะทำให้เราทราบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเงินในระบบอย่างเข้าใจ เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

What How For Whom

0
Curious-Man-Thinking

     ในขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่กำลังการผลิตสินค้าและบริการไม่สามารถปรับตัวตามความต้องการที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงทีรวมทั้งทรัพยาที่ใช้ในการผลิตก็มีอยู่อย่างจำกัดทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรในการผลิต ก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือผลิตสินค้าและบริการจึงควรทำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ดังนี้

What :: จะผลิตอะไร ในปริมาณเท่าใด

     เนื่องจากมีทรัพยากรจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการ ดังนั้นจึงต้องมีการตัดสินใจว่าควรจะเลือกทรัพยากรที่มีอยู่ นำไปผลิตสินค้าและบริการอะไรได้บ้างที่จำเป็น และเป็นจำนวนเท่าใด จึงจะสามารถสนองความต้องการและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคม

     ตัวอย่างเช่น ประเทศชาติมีทรัพยากรจำกัดก็ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดนั้นไปในการผลิตอาหารเพื่อปากท้องของพลเมืองอย่างทั่วถึง หรือควรจะผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารให้เป็นประเทศมหาอำนาจ เป็นต้น

How :: จะผลิตอย่างไร

     หลังจากตัดสินใจได้ว่าจะผลิตอะไรเป็นจำนวนสักเท่าใดแล้ว ปัญหาที่เราจะต้องตัดสินใจขั้นต่อไปก็คือ จะใช้เทคนิคและกรรมวิธีการผลิตสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องการวิธีการใด และจะใช้ปัจจัยการผลิตมากน้อยในสัดส่วนเท่าใดจึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หรือเสียต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากผู้ผลิตมีเทคนิคและกรรมวิธีการผลิตสินค้าได้หลายวิธีที่สามารถให้ผลผลิตเท่าเทียมกัน จึงต้องเลือกใช้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

     ตัวอย่างเช่น เกษตรกรต้องการปลูกข้าวให้ได้ข้าวเปลือก 1,000 เกวียน อาจเลือกใช้ที่นาจำนวนมากโดยใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์การเกษตรจำนวนน้อย หรืออาจเลือกใช้ที่นาจำนวนน้อยโดยใช้เทคโนโลยีการเกษตรจำนวนมาก ไม่ว่าเราใช้การผลิตวิธีใดก็สามารถได้ข้าวเปลือก 1,000 เกวียนเท่ากัน เป็นต้น

For Whom :: จะผลิตเพื่อใคร

     ปัญหาว่าจะผลิตสินค้าและบริการเพื่อใคร คำตอบก็คือผลิตเพื่อประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค หลังจากผลิตสินค้าและบริการได้แล้วก็จะมีการจำหน่ายจ่ายแจกไปยังผู้บริโภค เงินที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเพื่อเป็นเจ้าของสินค้าและบริการจะตกไปอยู่กับใคร จำนวนเท่าใด เป็นการศึกษาถึงการผลิต การบริโภค และการแบ่งสรรทรรัพยากรการผลิตโดยการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน การที่ผู้บริโภคแต่ละคนจะได้สินค้าและบริการมากินมาใช้มากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายทางเศรษฐกิจด้วย ตัวอย่างเช่น

  • ในกรณีที่เป็นประเทศทุนนิยม จะขึ้นอยู่กับอำนาจซื้อของแต่ละบุคคล รวมถึงความพึงพอใจในสินค้าด้วย
  • ในกรณีที่เป็นประเทศสังคมนิยม การจัดสรรต่างๆจะถูกกำหนดโดยนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก

     การตัดสินใจว่า เราควรจะผลิตอะไร ผลิตอย่างไร และผลิตเพื่อใคร เป็นเรื่องของการจัดสรรทรพัยากรการผลิตที่มีอยู่จำกัด เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีไม่จำกัด ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและอำนวยประโยชน์สูงสุดต่อ สังคม และ เศรษฐกิจ

ต้นทุนคงที่ และ ต้นทุนผันแปร

0
Factory engineer inspecting the work process

     ต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งแทบทุกๆธุรกิจต้องเผชิญและยากที่จะหลีกเลี่ยง ต้นทุนสามารถจำแนกหลักๆได้ 2 ประเภทคือ ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) และ ต้นทุนผันแปร (Available Cost)

  • ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เป็นต้นทุนในส่วนที่ไม่ว่าจะลดหรือหยุดการผลิตสินค้า ก็ไม่ส่งผลให้ต้นทุนในส่วนที่เป็นต้นทุนคงที่ลดลง เช่น ค่าของเครื่องจักรที่ซื้อมา ค่าเสื่อมราคา ค่าบริหารงานในองค์กร เป็นต้น
  • ต้นทุนผันแปร (Available Cost) เป็นต้นทุนที่แปรผันไปตามจำนวนมากผลิตสินค้า หากผลิตมากยิ่งมีต้นทุนผันแปรสูง ส่วนมากจะเป็นต้นทุนที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้า โดยเฉพาะค่าวัตถุดิบ และ ค่าแรงในส่วนของการผลิต

ควรมีสัดส่วนต้นทุนประเภทไหนมากกว่า

  • บริษัทที่มีต้นทุนคงที่สูง มักจะเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ หรือ ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต มักมีจากการลงทุนในเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) คือมีต้นทุนผันแปรลดลง
  • บริษัทที่มีต้นทุนแปรผันสูง มักจะเป็นบริษัทที่มีขนาดเล็ก (โดยเฉพาะธุรกิจ SME) การผลิตมักจะเน้นไปในส่วนของการใช้แรงงานคนมากกว่าเครื่องจักร หากต้องการผลิตมากขึ้นก็เพียงหาแรงงาน (Labor) หรือ วัตถุดิบ (Raw Material) ที่ใช้ผลิตเพิ่ม ส่งผลให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น (Flexible) ในการดำเนินกิจการ

     แต่ละอุตสาหกรรมจะมีสัดส่วนของ ต้นทุนคงที่ และ ต้นทุนแปรผัน ที่แตกต่างกัน รวมทั้งขนาดหรือเงินทุนของแต่ละบริษัท ก็ส่งผลต่อสัดส่วนดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้ว่าบริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน รวมถึงต้นทุนจ่ายค่าแรงที่เท่ากันด้วย ก็ยังต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น คุณภาพของสินค้า (Quality) และ การทำการตลาด (Marketting) ประกอบด้วย จึงไม่สามารถฟันธงได้อย่างแน่ชัดว่าบริษัทที่มีต้นทุนคงที่สูงกว่า จะได้เปรียบในการแข่งขันเสมอไป

พฤติกรรมที่มีเหตุผล (Rational Behavior)

0
Rational-Behavior-Bungee-Jump

     พฤติกรรมที่มีเหตุผล (Rational Behavior) หมายถึง กระบวนการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของการตัดสินใจที่ส่งผลให้ได้รับอรรถประโยชน์สูงสุด (Max Utility) ของแต่ละบุคคล สมมติฐานของพฤติกรรมที่มีเหตุผลจะส่งผลให้ผู้ลงทุนมีการพัฒนาขึ้น ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ทุกๆการกระทำของทุกๆคน ไม่ว่าในกิจกรรมใดๆก็ตามล้วนเป็นการกระทำที่มีเหตุมีผลเสมอ

พื้นฐานของพฤติกรรมที่มีเหตุผล (The Basics of Rational Behavior)

     มีการตัดสินใจหลายหลายรูปแบบมากซึ่งยังถือว่ามีเหตุผลอยู่ ตราบเท่าที่สามารถอธิบายเหตุผลดีๆได้ แต่แรงจูงใจหลักๆมักจะเกิดจาก ผลประโยชน์ (Benefit) หรือความพอใจทางด้านจิตใจ (Happy) เป็นสาเหตุหลัก

     พฤติกรรมซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานสำคัญของทฤษฎี Rational Choice Theory (RCT) ซึ่งเป็นหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่สันนิษฐานว่า… ประชาชนมักจะตัดสินใจอย่างรอบคอบและมีเหตุผลซึ่งจะทำให้พวกเขาได้รับอรรถประโยชน์สูงสุด (Max Utility) จากทางเลือกที่มีอยู่และมีความสนใจสูงสุดด้วยตัวของผู้เลือกเอง อาจกล่าวได้ว่าทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่อยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีทางเลือกที่มีเหตุผล (Rational) เสมอ

พฤติกรรมที่มีเหตุผลเฉพาะรายบุคคล (Individualized Rational Behavior)

     พฤติกรรมที่มีเหตุผลไม่จำเป็นต้องได้รับผลประโยชน์สูงสุดเสมอไป ผลประโยชน์ที่เหมาะสมที่สุด หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับผลตอบแทนที่ไม่ใช่ตัวเงิน และการประเมินความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคลประกอบด้วย เช่น

  • ในกรณีที่ยังทำงานอยู่จะได้รับเงินเดือนมากกว่าในช่วงหลังเกษียณ นั่นหมายถึงโอกาสที่มั่นคงซึ่งยังได้รับรายได้ที่สม่ำเสมอ แต่เมื่อใดก็ตามที่ชั่งน้ำหนักแล้วพบว่าชีวิตหลังเกษียณของเราเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลที่ดีมากกว่ายังคงทำงานต่อไป เขาจะตัดสินใจลากออกทัน
  • นอกจากนี้การพิจารณาความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากต้องมีความสอดคล้องกับเป้าหมายของชีวิตของแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน จึงควรพิจารณาปัจจัยเรื่องความเสี่ยงและความเป็นไปได้ประกอบด้วย

พฤติกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์ (Behavioral Economics)

     ในขณะที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มักจะมีข้อสันนิษฐานว่า… พฤติกรรมที่มีเหตุผลคือการตัดสินใจของคน“ ปกติ” ซึ่งมีเหตุผลซึ่งพอจะอธิบายได้

     สำหรับผู้ที่มีเหตุผลที่ดีเลิศ มักจะมีแนวโน้มว่าจะสามารถเลือกทางเลือกได้ดีกว่า ซึ่งอาจมีเหตุผลและปัจจัยอื่นๆรวมด้วยเช่น ประสบการณ์ หรือ ความรู้ในเรื่องนั้นๆ โดยการพิจารณาอาจรวมถึงการตัดสินใจโดยหารพิจารณาทางด้านอารมณ์ความรู้สึกร่วมด้วย

Rational-Behavior-Weddings

     การเลือกคู่ครองเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการยกกรณีศึกษา โดยกรณีนี้จะแตกต่างจากการพิจารณาเลือกซื้อสินค้า เนื่องจากทั้งคู่ต้องเลือกกันด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงจะมีปัจจัยทั้งหมดของทั้ง 2 คน เข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจ อาจจะมีเหตุผลในหลายๆรูปแบบปะปนกันในกระบวนความคิด ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางด้านฐานะทางการศึกษา อาชีพ ฐานะทางการเงิน ซึ่งรวมถึงอนาคตด้วย นอกจากนั้นยังมีเหตุผลทางด้านอารมณ์ เช่น ความรัก (Love) หรือ ความพอใจ (Satisfaction) เข้ามาเกี่ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบายได้ จึงกล่าวได้ว่าการตัดสินใจจะเกิดจากตัวผู้เลือก โดยที่ผู้เลือกพอใจในทางเลือกใดที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า ทุกๆการกระทำของทุกๆคน ไม่ว่าในกิจกรรมใดๆก็ตามล้วนเป็นการกระทำที่มีเหตุมีผล