Double & Triple Top-Bottom

0
Double-Triple-Top-Bottom

     Double & Triple Top-Bottom หมายถึง แนวรับ-แนวต้าน หรือ จุดกลับตัว ของราคาที่ใช้หลักการทางจิตวิทยาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเกิดจาก จุดสูงสุด (Highest) หรือ จุดต่ำสุด (Lowest) ของช่วงที่ผ่านมาไม่นาน โดยที่ราคาจะต้องมีการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญเมื่อราคาวิ่งเข้าใกล้ จุดสูงสุด หรือ จุดต่ำสุด ดังกล่าว หากราคาชะลอตัวในครั้งที่ 2 จะเรียกว่า Double และหากราคาชะลอตัวในครั้งที่ 3 จะเรียกว่าแบบ Triple ซึ่งแบบ Triple จะมีความเป็นไปได้ในการทะลุระดับราคากล่าวไปน้อยกว่าแบบ Double

ตัวอย่างแบบง่ายๆของ Double & Triple Top

  • เมื่อราคาวิ่งขึ้นไปชนต้านที่ 10 บาท แล้วย่อลงมา แล้วกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 10 บาทอีกรอบ แล้วยังไม่สามารถผ่านได้ จะส่งผลทางจิตวิทยาว่า ราคาเคยไปทดสอบต้านสำคัญที่ 10 บาท ถึง 2 รอบแล้วยังไม่สามารถผ่านได้ ดูท่าจะผ่านยากแล้ว จึงเข้ารูปแบบ Double Top
  • และเมื่อราคาขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 10 บาทในครั้งที่ 3 แล้วยังไม่สามารถผ่านได้ จะส่งผลทางจิตวิทยาว่า ราคาเคยไปทดสอบต้านสำคัญที่ 10 บาท ถึง 3 รอบแล้วยังไม่สามารถผ่านได้ ดูท่าจะผ่านยากมากๆแล้ว จึงเข้ารูปแบบ Triple Top
  • การอธิบายด้านบนเป็นส่วนของแนวต้านเมื่อราคาทำจุดสูงสุด โดยสามารถใช้ในการดูแนวรับเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดได้เช่นเดียวกัน ก็จะเรียกว่า Double & Triple Bottom

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

  • Double & Triple นั้นเป็นเพียงรูปแบบ (Pattern) ทางด้านเทคนิคอล อาจไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะหากมีปัจจัยอื่นๆเข้ามากระทบ
  • หากระดับที่เกิด Double & Triple ดังกล่าวเคยเป็นระดับที่มีการพักตัวในอดีต จะส่งผลให้แนวรับ-แนวต้านนั้นมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
  • Double & Triple Top-Bottom มักเกิดบนเส้นแนวนอน (Horizontal line) แต่ก็สามารถเกิดบนเส้นแนวโน้ม (Trend Line) ได้
  • ควรใช้ควบคู่กับสัญญาณบ่งชี้ (Indicator) ตัวอื่นด้วย

ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ตลาดผูกขาด

0
Monopoly-Game

     ตลาด (Market) หมายถึง สถานที่ชุมนุมทางสังคม เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายแลกเปลี่ยน สินค้า หรือ วัตถุดิบ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์นั้น ตลาด จะหมายถึงการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ก็ได้

     เมื่อมีตลาดย่อมมีการซื้อขาย ซึ่งมักจะซื้อขายกันด้วยราคากลางในตลาด (Market price) ราคากลางนี้อาจเรียกว่าเป็น จุดดุลยภาพของราคา (Equilibrium price) ซึ่งจะถูกกำหนดจากทั้งผู้ซื้อ (Buyer) และผู้ขาย (Seller) หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือราคาที่ผู้ซื้อยินดีจะจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่ง สินค้า (Goods) หรือ บริการ (Service) และผู้ขายยินดีที่จะขายในราคานั้นๆด้วยเช่นกัน หากสินค้าหรือบริการใดไม่ได้ซื้อขายด้วยราคากลาง นั่นหมายถึงสินค้าหรือบริการนั้นๆ มีความต่างไปจากสินค้าปกติในตลาด ซึ่งมักเกิดจากปัจจัยทางด้านคุณภาพ (Quality) และ ยี่ห้อ (Brand)

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ตลาดจะถูกแบ่งด้วยโครงสร้าง ดังนี้

ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect competition market)

  • มีจำนวนผู้ซือ-ผู้ขายในตลาดจำนวนมาก
  • สินค้าในตลาดมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ ผู้ซื้อจึงยอมรับราคาที่ตลาดกำหนด (Price taker)
  • ผู้ผลิต-ผู้ขาย สามารถเข้าออกจากตลาดได้โดยเสรี โดยไม่มีกำไรเป็นแรงจูงใจ
  • มีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรการผลิตสินค้าและบริการได้อย่างเสรี
  • ผู้ซื้อ-ผู้ขายมีความรู้ และรับทราบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะเรื่องราคาได้เป็นอย่างดี
  • ตัวอย่าง ตลาดสินค้าการเกษตร ตลาดซื้อขายหลักทรัพย์และเงินตราต่างประเทศ

ข้อดีของตลาดแข่งขันสมบูรณ์

  • ด้านผู้บริโภค ราคาที่ถูกกำหนดขึ้นในสภาพการแข่งขัน เป็นราคาที่ยุติธรรมต่อผู้บริโภค
  • ด้านผู้ผลิต ส่งผลให้ผู้ผลิตปรับปรุงสินค้าและบริการของตน เพื่อการแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นๆ
  • ด้านสังคม ทำให้สังคมมีการใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างคุ้มค่า เพื่อประสิทธิภาพทางธุรกิจ

หมายเหตุ :: ในทางเศรษฐศาสตร์ ถือว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์เป็นตลาดในอุดมคติ

ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Imperfect competition market)

     ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Imperfect competition market) หมายถึง ตลาดที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายมีอิทธิพลในการกำหนดราคา หรือปริมาณซื้อสินค้า ขึ้นอยู่กับความไม่สมบูรณ์ของตลาดว่าไม่สมบูรณ์มากเพียงใด แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

ตลาดผูกขาดสมบูรณ์ (Pure Monopoly)

  • ตลาดที่มีผู้ผลิตหรือผู้ขาย เพียงรายเดียว
  • สินค้าหรือบริการ เป็นสินค้าที่ไม่มีสินค้าอื่นมาทดแทนได้เลย
  • มีการกีดกันการเข้าสู่ตลาดสูง (เงินทุน สัปทาน ใบประกอบวิชาชีพ )
  • ไม่จำเป็นต้องส่งเสริมการขายมากนัก
  • ผู้ผลิตหรือผู้ขาย มีอำนาจกำหนดราคาสูง
  • ตัวอย่าง ไฟฟ้า ประปา รถไฟ (มักจะเป็นของรัฐบาล)

ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly)

  • ตลาดที่มีผู้ขายหรือผู้ผลิต เพียงไม่กี่ราย
  • สินค้าหรือหรือบริการมักมีความคล้ายคลึง แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • มีการกีดกันการเข้าสู่ตลาดพอสมควร
  • การแข่งขันมักจะเน้นการส่งเสริมการขาย และโฆษณา
  • ผู้ผลิตหรือผู้ขาย มีอำนาจกำหนดราคาพอสมควร
  • ตัวอย่าง น้ำมัน รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ

ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic Competition)

  • ตลาดที่มีผู้ขายหรือผู้ผลิตจำนวนมาก แต่ไม่มากเท่ากับตลาดแข่งขันสมบูรณ์
  • สินค้าหรือหรือบริการ คุณภาพไม่ต่างกันมาก ใช้แทนกันได้
  • ผู้ผลิตหรือผู้ขายสามารถเข้าออกจากตลาดได้อย่างเสรี
  • การแข่งขันมักจะเน้นการส่งเสริมการขาย โฆษณา รวมทั้งการแข่งขันราคา
  • ผู้ผลิตแต่ละรายมีส่วนแบ้งในตลาดไม่มาก จึงไม่มีอำนาจในการกำหนดราคา
  • ตัวอย่าง สบู่ แชมพู น้ำตาล ผงชูรส ลูกอม

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการผูกขาด

  • การกีดกันเนื่องจากการประหยัดต่อขนาด ผู้ผลิตรายย่อยไม่สามารถแข่งขันทางด้านราคาได้
  • ผู้ผลิตเป็นเป็นผู้ผูกขาดทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต จึงมีอำนาจผูกขาดตลาดสินค้าด้วย
  • มีการกีดกันจากภาครัฐ เช่น สัมปทาน สิทธิบัตร ใบอนุญาติ
  • ผู้ซื้อ-ผู้ขาย ไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการล่าช้า หรือไม่ทั่วถึง

ข้อดีของตลาดผูกขาด

  • ในกรณีต้องใช้เงินลงทุนเยอะ รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุม เนื่องจากผู้ผูกขาดอาจตั้งราคาสูง จนผู้บริโภคเดือดร้อน
  • มีการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีคุณประโยชน์จากภาครัฐ ซึ่งเอกชนจึงไม่สนใจผลิต เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจทางด้านกำไร  
  • การมีอำนาจผูกขาด อาจช่วยส่งเสริมด้านการวิจัยพัฒนาต่อยอด ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมใหม่ๆในอุตสาหกรรม

ข้อเสียของตลาดผูกขาด

  • ผลผลิตอาจไม่พอต่อความต้องการ และอาจมีราคาสูง
  • ผู้ซื้อไม่มีตัวเลือกในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการมากนัก
  • ยิ่งระดับการผูกขาดมาก การผลิตอาจไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่มีคู่แข่งทางการค้า

ต้นทุนจม (Sunk Cost)

0
Sunk-Cost

     ต้นทุนจม (Sunk Cost) หมายถึง ต้นทุนที่จ่ายไปก่อนหน้าและไม่สามารถนำกลับคืนได้ ทางเลือกจึงมีเพียง ยอมทิ้งต้นทุนส่วนที่ลงทุนไปก่อนหน้า หรือ เดินหน้าลงทุนหรือดำเนินการต่อไป โดยที่ต้นทุนจมนั้นอาจไม่ได้หมายถึงตัวเงินเสมอไป อาจจะเป็นต้นทุนทางด้านเวลาก็ได้เช่นกัน

     เราสามารถนำหลักการของต้นทุนจม ไปปรับใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ หากเปรียบต้นทุนจมดังกล่าวเป็นเหมือนต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เวลาที่เราจะต้องเสียเพิ่มนั่นคือต้นทุนแปรผัน (Variable Costs) ซึ่งต้นทุนส่วนนี้แหละ ที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะยอมเสียเพิ่มหรือไม่

     ในเชิงธุรกิจนั้นการตัดสินใจ ล้มเลิกโครงการ หรือ ดำเนินโครงการต่อ มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยสำคัญๆในเชิงลบเข้ามากระทบ อาจเนื่องด้วย ราคาวัตถุดิบแพงขึ้น หรือความต้องการในตลาดลดลง จำเป็นต้องมีการทบทวนโครงการดังกล่าว ซึ่งถ้าหากวิเคราะห์แล้ว คาดว่าในอนาคตจะส่งผลให้กำไรลดลงจนไม่น่าลงทุน หรือมีโครงการอื่นที่น่าสนใจกว่า ควรล้มเลิกโครงการ และหันไปลงทุนในโครงการที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ณ สถานการณ์ในขณะนั้น

ลองดูตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น

  • เราซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องหนึ่ง (ในส่วนนี้คือต้นทุนจม) แล้วรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าเบื่อ เราจะเลือกดูจนจบเพื่อรักษาสิทธิ์ในการดูจนจบก็ได้ หรือจะเลือกเดินออกจากโรงและเอาเวลาส่วนนั้นไปทำสิ่งอื่นที่เรารู้สึกว่าคุ้มค่าต่อเวลาที่เราจะเสียไปมากกว่า (ในส่วนนี้คือต้นทุนแปรผัน)
  • เราได้เริ่มธุรกิจร้านขายของชำ (ในส่วนนี้คือต้นทุนจม) แต่หลังจากที่เราเปิดร้านไปซักพัก ปรากฏว่ามีร้านสะดวกซื้อรายใหญ่อย่าง 7-11 มาเปิดข้างๆ ทำให้เสียฐานลูกค้าไปจำนวนมากจนไม่คุ้มที่จะเปิดต่อ (ในส่วนนี้คือปัจจัยที่เข้ามากระทบ) ทางเลือกของเราคือ พัฒนาคุณภาพของตัวเองเพื่อแบ่งส่วนแบ่งการตลาดกลับมา หรือเลือกที่จะเลิกกิจการแล้วไปหาทำเลอื่นทำแทน หรือเลือกที่จะไปเริ่มทำธุรกิจอื่นที่น่าสนใจกว่าแทน (ในส่วนนี้คือต้นทุนแปรผัน)

เมื่อเราต้องลงต้นทุนประเภทผันแปร (Variable Costs) เข้าไปเพิ่ม ต้นทุนส่วนนั้นจะกลายเป็นต้นทุนจม (Sunk Cost) ทันที เนื่องจากไม่สามารถจะนำกลับคืนได้อีก

ต้นทุนค่าเสียโอกาส

0
Opportunity-Cost

     ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง มูลค่าที่สูญเสีย โอกาส (Chance) รวมทั้ง ผลประโยชน์ (Benefit) ในการเลือกทำกิจกรรมอย่างหนึ่ง โดยต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ จะคิดจากการมูลค่าสูงสุดในกิจกรรมที่ไม่ได้เลือกในขณะนั้น เนื่องจากเราไม่สามารถเลือกทำกิจกรรมทั้งหมดได้ เพราะมีเงื่อนไขหรือปัจจัยต่างๆ อย่างเช่น เวลา (Time) เป็นตัวกำหนด

     หากดูเผินๆ ต้นทุนค่าเสียโอกาส อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเพียงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่ทุกๆครั้งที่เราต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะมีทางเลือกเพียง 1 ทางเลือกก็ตาม เราก็ยังต้องตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ คุ้มรึเปล่า นี่แหละคือการวิเคราะห์ต้นทุนค่าเสียโอกาส ต้นทุนค่าเสียโอกาสจึงเป็นเรื่องเรื่องใกล้ตัวที่ผ่านกระบวนการคิด-วิเคราะห์ของทุกคนโดยอัตโนมัติ แม้เราจะไม่รู้ตัวก็ตามว่าเรากำลังพิจารณาถึง ต้นทุนค่าเสียโอกาส ในเรื่องนั้นอยู่

     การคำนวนต้นทุนค่าเสียโอกาสในความเป็นจริงนั้นทำได้ยาก และมักจะอยู่ในรูปแบบของการคาดการณ์ เพราะอาจมีปัจจัยอื่นๆเข้ามากระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งจะส่งผลให้การคาดการณ์ในข้างต้นคลาดเคลื่อนไปก็เป็นได้ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ควรศึกษาทำความเข้าใจ และนำมาวิเคราห์สถานการณ์ เพื่อเลือกกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด ทั้งในเชิงการลงทุน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน

ลองมาดูตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น

สมมติว่าผมสมัครงานและผ่านการคัดเลือก 3 บริษัท โดยแต่ละที่ให้อัตราเงินเดือนดังนี้

  • บริษัทที่ 1 ให้อัตราเงินเดือน 10,000 บาท
  • บริษัทที่ 2 ให้อัตราเงินเดือน 20,000 บาท
  • บริษัทที่ 3 ให้อัตราเงินเดือน 30,000 บาท

ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการเลือกงาน

  • เลือกบริษัทที่ 1 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส 30,000 บาท
  • เลือกบริษัทที่ 2 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส 30,000 บาท
  • เลือกบริษัทที่ 3 จะมีต้นทุนค่าเสียโอกาส 20,000 บาท

     แต่ในชีวิตจริงเรานั้น จำเป็นต้องนำปัจจัยอื่นๆที่ทั้งมีผลกระทบ รวมทั้งอาจมีผลกระทบเข้ามาร่วมในการวิเคราะห์ด้วย เช่น ค่าเดินทาง ชั่วโมงการทำงาน สวัสดิการต่างๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากทุกอย่างล้วนมีต้นทุน โดยเฉพาะเวลา เราจึงควรจัดสรรเวลาไปใช้ในกิจกรรมที่ได้รับผลประโยชน์มากกว่า ในบางครั้งอาจไม่ได้อยู่ในรูปของตัวเงิน อาจอยู่ในรูปของความพึงพอใจก็ได้เช่นกัน อาทิ การนำเวลาไปช่วยสังคมในด้านต่างๆ