Micro & Macro Economic

0
Micro-Macro-Economic

     หลังจากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ไปทั่วโลกช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและศรัทราในหลักปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์ของสำนักคลาสสิกเป็นอย่างมาก เมื่อกลไกตลาดไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เข้าสู่ดุลยภาพได้ดังเดิม และยังประสบกับภาวะผู้ว่างงานล้นตลาด

     กระทั่งจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ได้เสนอแนวความคิดในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้นผ่านการจัดการด้านอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand) ซึ่งตีพิมพ์เป็นหนังสือในปี ค.ศ. 1936 ที่มีชื่อว่า The General Theory of Employment, Money and Interest ซึ่งได้รับความสนใจไปอย่างกว้างขวาง เกี่ยวเนื่องจาก เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระสำคัญในด้านทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยองค์รวมโดยเฉพาะ จึงเป็นที่มาของการนำไปสู่การแบ่งขอบเขตของการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ออกเป็น 2 ภาค คือ

  • เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro Economics) เป็นการศึกษาพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจรายย่อย ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และเจ้าของปัจจัยการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาของสินค้าและปัจจัยแต่ละชนิดในตลาดต่างๆ ตลอดจนการกระจายรายได้ กล่าวโดยสรุปคือเป็นเรื่องของธุรกิจเดียว ตลาดเดียว ซึ่งสามารถใช้หลักอุปสงค์ (Demand) คือการมองทางด้านผู้ซื้อ และอุปทาน (Supply) ซึ่งเป็นการมองทางด้านผู้ขาย
  • เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macro Economics) เป็นการศึกษาพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหน่วยใหญ่ หรือส่วนรวมของทั้งประเทศ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจระดับชาติหรือระดับโลก เช่น รายได้ประชาชาติ GDP GNP การเงินการธนาคาร การค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ การออมและการลงทุน แรงงานและการว่างงาน ปริมาณเงิน เป็นต้น โดยมีแนวคิดในการวิเคราะห์มากมาย แต่หลักการเบื้องต้นง่ายๆ คือ อุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) เช่นกัน ซึ่งการศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาคจะทำให้เราสามารถทำความเข้าใจถึงปรากฏการณ์ต่างๆทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น และสามารถนำเอาแนวคิดและทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค ไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบการวิเคราะห์ตัดสินใจบริหารงานด้านต่างๆ ทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายเศรษฐกิจในการการสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ (economic growth) การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (economic stabilization)  และการกระจายความเป็นธรรม (distribution function)

กองทุน LTF และ RMF

0
LTF-RMF

     ทุกๆช่วงใกล้สิ้นปีเหล่าบรรดาผู้มีเงินได้และเข้าเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี มักจะเริ่มวางแผนลดหย่อนภาษี และแน่นอนว่าการซื้อกองทุน Long Term Equity Fund (LTF) และ Retirement Mutual Fund (RMF) มักถูกจัดไว้เป็นตัวเลือกแรกๆในการวางแผนลดหย่อนภาษีของคนส่วนใหญ่ วันนี้แอดมินจะมาอธิบายให้ฟังถึงรายละเอียดและเงื่อนไขของกองทุนทั้ง 2 ประเภท กองทุนแบบไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด และที่สำคัญจะเป็นอย่างไรหากผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนผิดเงื่อนไขในการขอลดหย่อนภาษี เราไปเริ่มกันที่ความแตกต่างของ LTF และ RMF กันเลยดีกว่า

Table-LTF-RMF
Source :: https://www.set.or.th/education/th/begin/mutualfund_content11.pdf

ขั้นตอนที่แนะนำในการเลือกซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี

  • อันดับแรกต้องทราบก่อนว่า เราจำเป็นต้องซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนจริงๆหรือไม่ หากลดหย่อนได้จะต้องซื้อกองทุนจำนวนเท่าไหร่จึงจะได้ลดหย่อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย และมีค่าใช้จ่ายส่วนใดบ้างที่สามารถลดหย่อนได้เพิ่มเติม เนื่องจากในกรณีที่เราไม่ต้องเสียภาษี หรือในส่วนที่เราซื้อเกินกว่าที่จะขอลดหย่อนได้ จะเท่ากับว่าเราซื้อกองทุนส่วนนั้นเพื่อการลงทุนเพียงอย่างเดียว

เว็บไซต์ช่วยคำนวนภาษี
https://www.kasikornasset.com/Pages/CalTax.html

  • ระยะเวลาในการลงทุน เนื่องจากในการลงทุนใน RMF สามารถไถ่ถอนได้หลังจากผู้ถือครองอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในส่วนของ LTF นั้นมีเงื่อนไขในการถือครองเพียงแค่ 7 ปีปฏิทิน
  • ความสม่ำเสมอของเงินในการลงทุน เนื่องจาก LTF ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง หากต้องการลดหย่อนปีไหนก็ลงทุนปีนั้น ในขณะที่ RMF ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี หรือไม่เกินปีเว้นปีในกรณีที่ปีนั้นไม่มีเงินได้
  • ความสามารถในการรับความเสี่ยง เนื่องจาก LTF เน้นนโยบายการลงทุนในหุ้นสามัญไม่ต่ำกว่า 65% ของ NAV หรือ Net Asset Value ของกองทุน จึงมีความเสี่ยงโดยเฉลี่ยค่อนข้างสูง ในขณะที่่ RMF มีจุดประสงค์เพื่อออมเงินระยะยาวเพื่อใช้ในยามเกษียณ จึงมีความหลากหลายของนโยบายลงทุนตามเป้าหมายของผู้ลงทุน (ทุกกองทุนจะมีระดับความเสี่ยงแจ้ง โดย 1 คือระดับเสี่ยงน้อยสุด และ 8 คือระดับเสี่ยงมากสุด)

เว็บไซต์ช่วยประเมินความเสี่ยงของผู้ลงทุน
https://www.set.or.th/education/th/online_classroom/risk.html

Risk-Fund

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

  • การซื้อหน่วยลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ช่วงต้นปี เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายหลายส่วนที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ด้วย
  • การซื้อหน่วยลงทุน LTF & RMF ควรวิเคราะห์ด้วยว่าช่วงใดที่ราคาหน่วยลงทุนในกองทุนที่เราสนใจอยู่ในระดับต่ำ เพราะจะทำให้ได้ราคาต้นทุนที่ดี แลมีโอกาสได้กำไรจากการขายเพิ่มขึ้นในช่วงที่ครบกำหนด
  • เราสามารถซื้อหน่วยลงทุนอัตโนมัติตามเวลาที่กำหนดได้ (เช่นทุกเดือน) ซึ่งจะเรียกว่าการลงทุนแบบ Dollar Cost Average (DCA) ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เราซื้อหน่วยลงทุนด้วยราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปี ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่ยังไม่เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมากนัก
  • ด้วยเหตุที่วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน LTF และ RMF ต่างกัน ผู้ลงทุนจึงสามารถใช้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการซื้อกองทุนได้มากสุดถึง 1,000,000 บาทต่อปี (จาก LTF 500,000 บาท และ RMF 500,000 บาท)

หากผิดเงื่อนในการลดหย่อน จะส่งผลอย่างไร

  • ในกรณีที่ขาย LTF ก่อนครบ 7 ปี ปฏิทิน จะต้องทำเรื่องคืนภาษีที่ได้รับการยกเว้น หากล่าช้าจะมีดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน ของจำนวนภาษีที่ได้รับยกเว้น นับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีที่ยื่นภาษี และกำไรที่ได้จากการขายคืน(ในยอดที่ผิดเงื่อนไข) จะถือเป็นรายได้ ซึ่งจะต้องนำไปคำนวนภาษีในปีนั้นๆ
  • ในกรณีที่เป็น RMF หากไม่ซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปี และยังมีงินได้ หรือขายคือก่อนผู้ถืออายุครับ 55 ปีบริบูรณ์ หรือลงทุนไม่ครบ 5 ปีเต็ม จะแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
  • ยังลงทุนไม่เกิน 5 ปีแล้วขาย จะต้องคืนภาษีที่เคยได้รับการยกเว้น และกำไรที่ได้รับจากการขายหน่วยลงทุนจะถือเป็นรายได้ ซึ่งจะต้องถูกนำไปคำนวนภาษี
  • ลงทุนเกิน 5 ปีแล้วขาย จะต้องคืนภาษีที่ได้รบการยกเว้น 5 ปีย้อนหลัง รวมทั้งต้องจ่ายค่าปรับ 1.5% ต่อเดือน โดยคิดตั้งแต่เดือนเมษายน ของปีถัดไปที่ผิดเงื่อนไข และกำไรที่ได้รับจากการขายหน่วยลงทุนจะถือเป็นรายได้ ซึ่งจะต้องถูกนำไปคำนวนภาษี

กองทุน LTF จะสามารถซื้อได้ถึงปลายปี 2562 เป็นปีสุดท้าย

อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง (RRR)

0
Required-Reserve-Ratio

     อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง หรือ Required Reserve Ratio (RRR) หมายถึง อัตราส่วนเงินฝากขั้นต่ำที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเก็บไว้เป็นเงินสำรอง (Reserve) ซึ่งอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง (RRR) จะถูกกำหนดโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ โดยที่ธนาคารพาณิชย์สามารถเก็บเงินสำรองเหล่านี้ไว้ในรูปของเงินสด หรือนำไปฝากไว้กับธนาคารกลาง

ตัวอย่าง ในกรณีที่อัตราเงินสำรองถูกกำหนดไว้ 10% ของยอดเงินฝากทั้งหมด จะส่งผลให้เงินฝากที่ประชาชนนำมาฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ทุกๆ 100 บาท ต้องถูกเก็บไว้เป็นเงินสำรองจำนวนอย่างน้อย 10 บาท และส่วนที่เหลืออีก 90 บาท เรียกว่าเป็นเงินสำรองส่วนเกิน (Excess Reserve) ซึ่งธนาคารพาณิชย์สามารถนำไปปล่อยกู้ หรือลงทุนหาผลตอบแทนในรูปแบบอื่นๆ ได้

การเพิ่ม-ลดอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง มักใช้เมื่อไหร่ และส่งผลอย่างไร

  • การเพิ่มอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น จาก 10% เพิ่มเป็น 15% จะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เหลือเงินน้อยลงในการนำเงินสดสำรองส่วนเกิน (Excess Reserve) ไปปล่อยกู้ หรือหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางจึงมักใช้การเพิ่มอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เพื่อชะลอเงินเฟ้อในระบบให้อยู่ในระดับที่ต้องการ การเพิ่มอัตราส่วนนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงินแบบเข้มงวด
  • การลดอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น จาก 10% เพิ่มเป็น 5% จะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เหลือเงินมากขึ้นในการนำเงินสดสำรองส่วนเกิน (Excess Reserve) ไปปล่อยกู้ หรือหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางจึงมักใช้การลดอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่ซบเซา เนื่องจากจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้แก่เอกชนได้มากขึ้นจึงเป็นวิธีผลักดันเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง การลดอัตราส่วนนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

     ธนาคารกลางของประเทศต่างๆจึงมักจะมีการบังคับใช้ อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง (RRR) เพื่อลดความเสี่ยงเมื่อธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องฉุกเฉิน หรือเมื่อมีปริมาณเงินไม่เพียงพอต่อความต้องการถอนเงินของผู้ฝาก ซึ่งอาจเป็นชวนให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ในที่สุด

     หากธนาคารพาณิชย์มีการเก็บเงินสำรองไว้ตามที่ธนาคารกลางกำหนด แม้ว่าจะเกิดการขาดสภาพคล่องฉุกเฉิน ธนาคารพาณิชย์ก็ยังสามารถนำเงินจากส่วนของเงินสำรองนี้มาเบิกจ่ายแก่ผู้ที่ต้องการถอนเงินก่อนได้ อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง (RRR) จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเศรษฐกิจ

Top Down & Bottom Up

0
The-World-Upside-Down-in-A-Crystal-Ball

     Top Down & Bottom Up เป็นพื้นฐานการวิเคราะห์เชิงปัจจัยพื้นฐานของ หลักทรัพย์ (Stock) รวมทั้ง สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการวิเคราะห์แบบ Top Downและ Bottom Up จะใช้หลักการคล้ายกัน แต่จะต่างกันในส่วนของทิศทางการวิเคราะห์

     การวิเคราะห์ในลักษณะ Top Down & Bottom Up ยังช่วยให้ผู้วิเคราะห์มีความเข้าใจสภาพการณ์ทั่วโลก เนื่องจากจะต้องศึกษาทั้งปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง หรือความเสี่ยงต่างๆก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามในการวิเคราะห์ จึงทำให้การวิเคราะห์ในรูปแบบ Top Down & Bottom Up เหมาะในการปูพื้นฐานสำหรับศึกษาเรื่องการลงทุนที่เริ่มต้นลงทุน หรือสนใจจะเข้ามาลงทุนในตลาด เรามาเริ่มทำความรู้จักการวิเคราะห์ทั้ง 2 แบบกันเลย

  • Top Down เป็นการวิเคราะห์จากภาพใหญ่ แล้วจึงไล่ลงมาในสเกลที่เล็กลงตามลำดับ ดังเช่นตัวอย่างนี้
    • ภาพใหญ่สุด :: ภาพรวมทั่วโลก ในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีแนวโน้มอย่างในอนาคตบ้าง
    • ภาพรองลงมา :: อุตสหกรรมใด ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และน่าสนใจเข้าไปลงทุน
    • ภาพเล็กสุด :: บริษัทใดในอุตสาหกรรมนั้นๆ มีความน่าสนใจมากที่สุดโดยเปรียบเทียบ
  • Bottom Up เป็นการวิเคราะห์จากภาพเล็ก แล้วจึงไล่ขึ้นไปสเกลที่ใหญ่กว่าตามลำดับ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์สวนทางกับแบบ Top Down แต่มักจะใช้ในการวิเคราะห์แบบเฉพาะเจาะจง เช่น ในกรณีที่สนใจลงทุนบริษัทใดเป็นพิเศษ หรือ มีปัจจัยเข้ามากระทบทำให้มีโอกาสเข้าไปทำกำไรในระยะสั้นได้