ผลผลิตทางการเกษตร

0
Agricultural-Commodities-AI

     ระบบการตลาดสินค้าเกษตรมีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จึงส่งผลให้การผลิตเปลี่ยนตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีสินค้าบางชนิดซึ่งต้องการรูปแบบการตลาดเฉพาะ เช่น สินค้ามีการเน่าเสียง่าย จึงต้องมีการพัฒนาระบบการผลิตและการตลาด หรือการปลูกเพื่อส่งให้ผู้ผลิตตามการสั่งซื้อล่วงหน้า (มีการหาตลาดก่อนเพาะปลูก) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้งทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

  • ผู้ขายวัตถุดิบ (Supply Chain) :: จะมั่นใจว่าสินค้ามีที่ระบายไม่ต้องเก็บไว้ในสต็อคจนเน่าเสีย
  • ผู้ที่ซื้อไปผลิตต่อ (Value Added) :: จะมั่นใจว่ามีวัตถุดิบมาผลิตสินค้าทันตามคำสั่งซื้อ

ปัจจัยทางธรรมชาติ

สภาพแวดล้อม (Environment)

  • อุณหภูมิ :: พืชส่วนใหญ่ไม่สามารถเติบโตได้หากอุณหภูมิไม่เหมาะสม หรือดินถูกแช่แข็งหรือน้ำท่วมเป็นเวลานานติดต่อกัน จึงส่งผลให้บางพื้นที่ไม่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก
  • ฤดูเพาะปลูก :: พืชที่แตกต่างกันย่อมต้องการระยะรวมทั้งความเหมาะสมในการเพาะปลูกที่แตกต่างกัน
  • ระดับความสูง :: พืชแต่ละชนิดสามารถเติบโตได้ดีในระดับความสูงแตกต่างกัน และระดับความสูงใกล้เคียงกันมักมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันด้วย เช่น ระดับความชื้น อุณหภูมิ และแร่ธาตุต่างๆ
  • ปริมาณน้ำฝน :: น้ำเป็นปัจจัยหลักในการเจริญเติบโตของพืช ยิ่งอุณหภูมิเฉลี่ยสูงเท่าไรปริมาณน้ำที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชก็จะยิ่งมีต้นทุนที่มากขึ้นเท่านั้น
  • ลม :: ลมสามารถทำลายพืชผล มีอิทธิพลต่อระดับความชื้น และยังเป็นสาเหตุของการพังทลายของหน้าดิน

ลักษณะและชนิดของดิน (Soil)

     ดินแต่ละประเภทเหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะพืชต่างกัน ดินเหนียวที่มีการกักเก็บน้ำได้ดีเหมาะสมกับข้าวในขณะที่ดินปนทรายที่มีการระบายน้ำดีนั้นดีต่อผักราก จึงควรเลือกปลูกพืชให้เหมาะต่อสภาพดินในพื้นที่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการเพาะปลูก

ความลาดชันของพื้นที่ (Slope)

     ความลาดชันส่งผลโดยตรงต่อความชื้นของดิน และยังเป็นสาเหตุหลักของการพังทลายของหน้าดิน จึงมีการแก้ปัญหาการทำการเกษตรในพื้นที่ลาดชันด้วยการปรับระดับหน้าดินเป็นขั้นบันได เพื่อที่จะรักษาหน้าดินเอาไว้ในช่วงที่ฝนตกหนัก และมักมีสาเหตุจากพื้นที่การเกษตรไม่เพียงต่อต่อความต้องการของประชากรในพื้นที่ร่วมด้วย

ปัจจัยจากมนุษย์

การครอบครองที่ดิน (Land)

     ในประเทศที่พัฒนาแล้วเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดิน ส่งผลให้มีแรงจูงใจที่จะเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการผลิตและการแปรรูปให้มากขึ้น มีการลงทุนวิจัยทางด้านการผลิต แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับตลาดและระบบการเมือง

ตลาด (Market)

     สำหรับการผู้ที่เพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ จะต้องมีการปรับตัวตามสถานการณ์อยู่ตลอด เช่น หากความต้องการส้มในตลาดลดลงกำไรก็จะลดลง ส้มจะถูกแทนที่ด้วยพืชที่ตลาดกำลังต้องการเนื่องจากให้ผลกำไรดีกว่า โดยที่ราคาตลาดอาจมีผลมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงในสังคม :: ผู้คนหันไปทานมังสวิรัติมากขึ้น หรือ ลดการบริโภคเนื้อวัว
  • เหตุผลด้านสุขภาพ :: ความต้องการน้ำมันมะกอก หรือ ความตื่นตระหนกเกี่ยวกับเชื้อที่แพร่ระบาด
  • ศาสนา :: ชาวยิวไม่กินเนื้อหมู
  • การตลาด :: แคมเปญที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์เช่นซีเรียลอาหารเช้าใหม่
  • ต้นทุนการเก็บรักษาและสูญหาย :: ของแต่ละสินค้ามีความแตกต่างกัน ซึ่งจะถูกคำนวนเข้าไปในราคาขาย

ขนส่ง (Transportation)

     การขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดที่ตั้งของแหล่งเพาะปลูก หากผลิตภัณฑ์มีขนาดใหญ่หรือเน่าเสียง่าย ควรปลูกใกล้กับตลาดหรือโรงงานแปรรูป เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง

เทคโนโลยี (Technology)

เทคโนโลยีที่ใหม่กว่ามักจะเพิ่มประสิทธิภาพและผลตอบแทนที่มากกว่าเสมอ แต่เทคโนโลยีใหม่ๆย่อมมีราคาแพงด้วยเช่นกัน ผู้เพาะปลูกควรเลือกอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการการเกษตรให้เหมาะสมต่อขนาด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการผลิต และความคุ้มค่าของเงินทุน

รัฐบาล (Government)

     นโยบายของรัฐบาลจะส่งผลผลต่อผู้ที่ทำการเกษตรไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น รัฐบาลคอมมิวนิสต์จะส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกัน ในขณะที่การทำฟาร์มในโซนยุโรปจะถูกควบคุมโดยนโยบายทางการเกษตรของสหภาพยุโรป

น้ำมัน (Oil)

0
Oil-Commodity

     น้ำมัน (Oil) ถือเป็น สินค้าโภคภัณฑ์หลัก (Core Commoditiy) เนื่องจากเกือบทุกๆกิจกรรมทางการค้าและทางสังคม มีการใช้พลังงานหรือเชื้อเพลิงในแทบทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางออมก็ตาม จึงส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงมีผลกระทบกับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ

น้ำมันดิบที่สำคัญในตลาดโลก

     น้ำมันดิบจะมีชื่อเรียกตามแหล่งที่ผลิต ซึ่งจะส่งผลให้เราทราบถึงแหล่งที่มาและคุณภาพ แหล่งน้ำมันดิบที่สำคัญในโลกมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ น้ำมันดิบดูไบ (Dubai) น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) และน้ำมันดิบดับบลิวทีไอ (WTI) โดยน้ำมันดิบเหล่านี้มีแหล่งผลิตและคุณภาพที่แตกต่างกันไปดังนี้

Infographic-International-Oil-Grades
  • น้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude) เป็นน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันใต้ทะเลทรายในเอเชียตะวันออกกลาง น้ำมันดิบที่ได้จากบริเวณนี้จะมีลักษณะ หนักและเปรี้ยว หรือที่เรียกกันว่า Heavy Sour Crude โดยน้ำมันดิบดูไบจะมีค่าความหนาแน่นจ้าเพาะ (API Gravity) ประมาณ 31 ดีกรี และมีปริมาณซัลเฟอร์ประมาณ 2%
  • น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) มีแหล่งผลิตอยู่ในทะเลเหนือ (North Sea) หรือทะเลซึ่งอยู่ระหว่างเกาะอังกฤษและคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย น้ำมันดิบเบรนท์ ถือว่าเป็นน้ำมันเบาและหวาน (Light Sweet Crude) เนื่องจากมีค่า API อยู่ที่ประมาณ 39 ดีกรี และมีปริมาณซัลเฟอร์อยู่ที่ประมาณ 0.4%
  • น้ำมันดิบดับบลิวทีไอ (WTI Crude) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ West Texas Intermediate เป็นน้ำมันดิบอ้างอิงที่ส้าคัญในทวีปอเมริกา น้ำมันดิบ WTI เป็นน้ำมันประเภทเบาและหวาน (Light Sweet Crude) โดยมีค่า API อยู่ที่ประมาณ 37 – 42 ดีกรี และมีปริมาณซัลเฟอร์อยู่ที่ประมาณ 0.24%

เหตุผลเพิ่มเติมที่ราคาน้ำมันแต่ละแหล่งผลิตไม่เท่ากัน

     ช่วงกลางยุค 80 WTI และ Brent นั้นมีราคาซื้อขายที่เกือบเท่ากัน มีบางครั้งที่ WTI มีราคาแพงกว่า Brent อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน WTI มีราคาที่ต่ำกว่า Brent โดยราคาจะต่างกันอยู่ที่ถึง 18% (ในกรณีที่นำ Brent / WTI) โดยหลักๆจะมีต้นทุนจากการผลิตและการจัดส่ง เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในแต่ละที่มีราคาแตกต่างกัน

      อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาคือปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อน้ำมันมากที่สุดโดยเฉพาะกับ Brent ความตึงเครียดนำไปสู่การลดลงของอุปทาน เนื่องจากเมื่ออุปทานของสินทรัพย์ใดๆลดลงราคาก็จะเพิ่มขึ้น West Texas Intermediate ได้รับผลกระทบน้อยกว่าเนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในประเทศสหรัฐอเมริกา

      Brent และ WTI จึงยังเป็น Oil Benchmarks ที่เชื่อถือได้ หากคุณต้องการซื้อ-ขาย (ฺOpen Position Buy or Sell) ในตลาดน้ำมันให้เลือกสนใจเพียง 1 ตัว โดยส่วนตัวสำหรับผู้เขียนเลือกดูเพียง WTI เนื่องจากตามข่าวจากฝั่ง USA อยู่แล้ว จึงส่งผลให้ทำการวิเคราะห์แนวโน้มได้ดีกว่า เนื่องจากมีความเข้าใจพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคามากกว่า

ทำไมถึงต้องมี benchmarks เหล่านี้?

         เมื่อปลายทศวรรษ 1980 เมื่อ OPEC (องค์กรผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก) ปฏิเสธที่จะควบคุมราคาทำให้ราคาขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้ค้า ในการกำหนดราคาที่เหมาะสมผู้ส่งออกจำเป็นต้องใช้จุด Orienting Point Brent และ WTI ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว ดังนั้นในปัจจุบันผู้ผลิตน้ำมันแต่ละรายจึงกำหนดราคาสำหรับน้ำมันที่ตนผลิตเอง ขึ้นอยู่กับว่าราคาจะสอดคล้องกับ benchmark มากน้อยแค่ไหน แต่ก็จะมีทิศทางเดียวกันเสมอ

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคาน้ำมัน

  • ความต้องการน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศจีน และอินเดีย
  • ข้อจำกัดของกำลังการกลั่นน้ำมันในตลาดโลก เพื่อรองรับความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงมีแนวโน้มว่าจะต้องมีการสร้างโรงกลั่นใหม่ๆเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
  • ความมั่นคงในอุปทานของน้ำมันดิบ ความไม่มั่นคงและไร้เสถียรภาพทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นสาเหตุของความไม่แน่นอนในการผลิตน้ำมันดิบ และในขณะเดียวกันยังเป็นต้นเหตุของการผันผวนของราคาน้ำมันดิบด้วย
  • สภาพอากาศที่รุนแรงและยากต่อการพยากรณ์หรือคาดเดา สภาพอากาศที่ส่งผลกระทบรุนแรง เช่น พายุเฮอร์ริเคนในสหรัฐอเมริกา ทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกลดลงเป็นระยะๆ ขีดความสามารถในการกลั่นน้ำมันที่ลดลงประกอบกับการเก็งกำไรจากปริมาณการกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปในตลาด เป็นที่มาของราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่มีความผันผวนอย่างมากทั่วโลก
  • ปรากฎการณ์ตามฤดูกาล ราคาน้ำมันสำเร็จรูปได้รับอิทธิพลจากความต้องการใช้น้ำมันบางชนิดที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสำคัญๆ ของซีกโลกทางตอนเหนือ อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น ฤดูหนาวในประเทศซีกโลกตอนเหนือ ทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันก๊าดสูงมากขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างความอบอุ่นให้กับบ้านเรือนและสำนักงาน ส่วนในฤดูร้อนความต้องการใช้น้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้นเพราะผู้คนมีแนวโน้มที่จะใช้รถในการเดินทางมากขึ้น
  • การเก็งกำไรของตลาด น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปทำการซื้อขายกันในตลาดเปิด จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรของตลาดได้ นอกจากนั้น ในระยะหลังๆ นี้ มีนักเก็งกำไรรุ่นใหม่ๆเข้ามาในตลาดมากขึ้น ซึ่งส่วนมากเป็นนักลงทุนที่อยู่ในรูปแบบของผู้จัดการกองทุนและเฮ็ดจ์ฟันด์ต่างๆ
  • ความผันผวนของค่าเงิน น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดหลักของโลกนั้นซื้อขายกันด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือความผันผวนเกิดขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินท้องถิ่น กับเงินดอลลาร์สหรัฐ ต้นทุนในการซื้อน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย
  • การเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูป

ตลาดซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า (Oil Future)

      สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าที่มีการซื้อขายและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ได้แก่ Light Sweet Crude Oil Futures (WTI) ซึ่งมีการซื้อขายกันในตลาด NYMEX ของกลุ่ม Chicago Mercantile Exchange (CME Group) ในสหรัฐอเมริกา และ ICE Brent Crude Futures (Brent) ซึ่งซื้อขายที่ตลาด ICE Europe ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยราคาของน้ำมัน WTI และ Brent ที่เผยแพร่ในสื่อต่างๆ นั้น ก็เป็นราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าที่ซื้อขายในสองตลาดนี้เช่นกัน

การกลั่นน้ำมัน (Oil Refinery)

Oil-Refinery
Oil-Bartender

เว็บไซต์ที่น่าสนใจในการติดตามตัวเลขที่ส่งผลกระทบ

  • https://oilprice.com สำหรับติดตามราคาน้ำมันโลก รวมทั้งข่าวสารอัพเดทที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน
  • https://www.eia.gov ข้อมูลสต็อคน้ำมันของสหรัฐ แก๊สและเชื้อเพลิงอื่น และวิเคราะห์แนวโน้ม

สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity)

0
Commodities

     สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) หมายถึง สินค้าซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก และมีราคากลาง ไม่ว่าจะผลิตจากที่ไหนหรือโดยใครก็ตาม เนื่องจากมีมาตรฐานสินค้าเดียวกัน ราคาตลาด (Market Price) จึงถูกกำหนดด้วยอุปสงค์ (Deamnd) และ อุปทาน (Supply) ของตลาดโลก แต่อาจแตกต่างกันบ้างในแต่ละพื้นที่ สินค้าโภคภัณฑ์มักจะถูกนำมาแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือต้องกินต้องใช้กันในชีวิตประจำวันไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

ประเภทของสินค้าโภคภัณฑ์

  • สินค้าด้านพลังงาน (Energy) มักเป็นแร่ธาตุธรรมชาติซึ่งมีอยู่จำกัด และต้องทำการขุดหรือสกัดก่อน
  • สินค้าด้านพลังงาน (Energy) ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
  • โลหะอุตสาหกรรม (Industrial Metals) ได้แก่ อลูมิเนียม ทองแดง ตะกั่ว เป็นต้น
  • โลหะมีค่า (Precious Metals) ได้แก่ ทองคำ และ เงิน
  • สินค้าเกษตร (Agricultural) ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง กาแฟ น้ำตาล เป็นต้น
  • สินค้าปศุสัตว์ (Livestock) ได้แก่ Feeder Cattle, Live Cattle, Lean Hogs เป็นต้น
  • Feeder cattle คือ การปศุสัตว์เพื่อส่งขายให้ผู้อื่นเลี้ยงต่อ
  • Live cattle คือ การปศุสัตว์เพื่อให้ได้น้ำหนักที่ต้องการ
  • Lean hog คือ สัตว์เลี้ยงที่น้ำหนักถึงแล้ว สามารถนำไปขายต่อหรือแปรรูป

ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์

     โดยปกติราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ จะมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) แต่ละตัว ต่างก็มีปัจจัยของตัวเองแตกต่างกันออกไปด้วย แต่หลักๆแล้วราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ จะถูกกำหนดจากปัจจัยดังนี้

  • เงินเฟ้อ ถือเป็นปัจจัยหลักเนื่องจากเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ มูลค่าของเงินจะลดลง ส่งผลให้ต้องใช้เงินในจำนวนที่มากขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าเท่าเดิม แต่ในทางกลับกันหากเราลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาก็จะมีแนวโน้มสูงขึ้นตามทิศทางของเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน
  • ปัจจัยของแต่ละกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ แม้ราคาจะมีทิศทางเดียวกับเงินเฟ้อแต่สินค้าโภคภัณฑ์แต่ละอย่างต่างก็มี อุปสงค์ (Deamnd) และ อุปทาน (Supply) เฉพาะตัวแตกต่างกันไป อาจมีบางปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อหลาย สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น
  • เมื่อมีเชื้อแพร่ระบาดในไก่ จะส่งผลให้ราคาไก่ปรับตัวลง และราคาหมูปรับตัวขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ แต่หากเป็นพื้นที่ห่างไกลจากแหล่งแพร่ระบาด ราคาไก่และหมูอาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้
  • เมื่อเกิดภัยทางธรรมชาติ จะส่งผลให้สินค้าต่างๆมีความต้องการสูงขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) หลายตัวจึงปรับตัวขึ้นตาม แต่แต่ละสินค้าก็ยังได้รับผลกระทบไม่เท่ากันอีกอยู่ดี

การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์

  • ลงทุนโดยตรง (Direct Investment) เป็นการลงทุนในสินค้าจริงๆ เช่น การซื้อทองจริงมาถือ แต่อย่างไรก็ดีการลงทุนโดยตรงในกลุ่มพลังงานหรือการเกษตรสามารถทำได้ยาก เนื่องจากมีต้นทุนจากการสูญหายและเก็บรักษาสูง
  • ลงทุนในสัญญาซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (Commodities Futures) การลงทุนในลักษณะนี้ มักใช้เพื่อ
  • ถัวความเสี่ยง (Hedging) เช่น ในกรณีที่ถือครองทองคำจริงอยู่ แต่คาดการณ์ว่าในอนาคตราคาทองน่าจะมีแนวโน้มปรับตัวลง และยังไม่อยากขายทองคำที่ถืออยู่ไป จึงทำการเปิดสัญญาขาย (Short) ทองล่วงหน้าไว้ก่อน เพื่อเป็นการถัวความเสี่ยง
  • การเก็งกำไร (Speculation) นักลงทุนที่ลงทุนในลักษณะนี้จะเน้นทำกำไรจากส่วนต่าง จากการแกว่งตัวของราคา โดยไม่สนใจว่าเป็นสินค้าใด สนใจเพียงว่าจะสามารถทำกำไรจากส่วนต่างได้หรือไม่
  • ลงทุนทางอ้อม (Indirect Investment)  เช่น การลงทุนในกองทุน ลงทุนในหน่วยลงทุนของ Commodity ETF (ย่อมาจาก Exchange-traded Fund) ซึ่งเป็นกองทุนที่รวบรวมเงินนักลงทุนไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อีกทอดหนึ่ง

ในเชิงการลงทุน สินค้าโภคภัณฑ์ที่ “จับต้องได้” จะเรียกว่า Real Assets แต่หากเป็นตราสารทางการเงินซึ่ง “จับต้องไม่ได้” จะเรียกว่า Financial Assets

Dollar Cost Averaging (DCA)

0
DCA

     Dollar Cost Averaging (DCA) เป็นการลงทุนระยะยาวในลักษณะการถัวความเสี่ยง โดยมีหลักคือ จะเข้าซื้อหรือลงทุนเป็นงวดๆ งวดละเท่าๆกัน เช่น ในวันที่เงินเดือนออกจะทำการลงทุนจำนวน x,xxx บาทเท่าๆกัน (โดยไม่สนใจราคาว่าจะถูกหรือแพง) ส่งผลให้การลงทุนในระยะ 1 ปี มีการเข้าซื้อจำนวน 12 งวด และแต่ละงวดจะต้นทุนหรือราคาไม่เท่ากัน หรือได้ต้นทุนที่คล้ายกับว่าเป็นต้นทุนเฉลี่ยในแต่ละเดือนนั่นเอง

ข้อดีของการลงทุนแบบ DCA

  • เหมาะสำหรับผู้ลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจทางด้านการลงทุนมากนัก หรือไม่มีเวลาพอที่จะติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างใกล้ชิด
  • เป็นการสร้างวินัยทางการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และวางแผนทางการเงิน โดยเฉพาะการวางแผนทางการเงินหลังเกษียณ เนื่องจากเป็นการลงทุนในระยะยาว ซึ่งการลงทุนในลักษณะนี้มักมีการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง
  • ได้ราคาเฉลี่ย แม้ราคาที่ได้อาจจะไม่ใช่ราคาที่ถูกหรือดีที่สุด แต่อย่างน้อยต้นทุนที่เราได้ในแต่ละปีก็จะเป็นต้นทุนเฉลี่ยในแต่ละเดือน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อหรือลงทุนในราคาที่สูงจนเกินไป

ข้อควรระวังในการลงทุนแบบ DCA

  • ก่อนจะเริ่มลงทุนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบปกติ หรือแบบ DCA ควรจะทราบก่อนว่า ในขณะที่ลงทุนเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงใด ของ วัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) เนื่องจากในแต่ละช่วงของเศรษฐกิจ มีความน่าลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ต่างกัน
  • ควรมีการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากหลักของการ DCA นั้นคือการถัวความเสี่ยงทางการลงทุน จึงควรลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทใน Portfolio ของการลงทุน ตามหลัก Asset Allocation เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการลงทุนแบบ DCA

  • เหตุที่การลงทุนแบบ DCA ไม่เหมาะในการลงทุนในระยะสั้น เนื่องจาก การลงทุนระยะสั้นเป็นการหาจังหวะซื้อถูกและขายแพง จึงจำเป็นต้องติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด

     ในปัจจุบันการลงทุนในลักษณะ DCA มีทางเลือกให้กับผู้ลงทุนมากขึ้น เนื่องจากมี โบรคเกอร์ รวมทั้งกองทุนต่างๆ คอยอำนวยความสะดวกในลักษณะการลงทุนดังกล่าว และมักมีแผนการลงทุนในลักษณะ DCA ไว้เพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุน จึงไม่จำเป็นต้องโทรสั่งซื้อหุ้นหรือกองทุนในวันที่ต้องการลงทุน หรือต้องเดินไปธนาคารเพื่อซื้อกองทุนในทุกๆเดือน โดยในส่วนนี้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ผู้ต้องการลงทุนในลักษณะ DCA ต้องศึกษาเพิ่มเติม

     นอกจากการลงทุนในลักษณะ DCA ยังสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้ทำการตัดเงินเพื่อซื้อหรือลงทุนวันที่เท่าไหร่ของเดือน เป็นจำนวนเท่าใด ลงหุ้นกลุ่มใดหรือกองทุนอะไรบ้าง และต้องไม่ลืมดูในส่วนของเงื่อนไขต่างๆ เช่น ต้องลงทุนนานเท่าไหร่ มีค่าธรรมเนียมในการซื้อขายเท่าใด และมีผลการดำเนินงานย้อนหลังเป็นอย่างไรบ้าง