Forex (Foreign Exchange)

0
Forex-Training

     Forex (Foreign Exchange) คือ ตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งแปรผันตาม Demand และ Supply ของแต่ละสกุลเงินจากหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน สถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศที่ส่งผลหรืออาจส่งผลต่อเงินสกุลนั้นๆในอนาคต รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน หรือ ทองคำด้วย เนื่องจากส่งผลทางอ้อมกับอัตราเงินเฟ้อโลกอีกด้วย

     ในสมัยก่อนการเทรด Forex มักจะจำกัดอยู่ในกลุ่มของสถานบันการเงินใหญ่ๆ หรือบริษัทประกัน  แต่ในปัจจุบันการเทรด Forex มีความแพร่หลายมากขึ้น จากเทคโนโลยีที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รายย่อยสามารถรับรู้ข่าวสารใหม่ๆได้รวดเร็วแทบไม่ต่างจากรายใหญ่ รวมทั้งยังสามารถเทรดออนไลน์ได้แทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลาตี 5 ของวันจันทร์ จนถึงตี 4 ของวันเสาร์ตามเวลาบ้านเรา ทำให้รายย่อยไม่เสียเปรียบรายใหญ่อีกต่อไป

     ในปัจจุบันการเทรด Forex มีการวิวัฒนาการไปมาก จนถึงขั้นมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยเฝ้าราคา ซึ่งแน่นอนว่าสามารถส่งคำสั่งซื้อ-ขาย รวมถึงเปิด-ปิดคำสั่งซื้อขายได้ด้วย เรียกว่า Expert Advisors (EA) แม้จะไม่ใช่สิ่งใหม่อะไรนักในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญทางด้าน EA น้อยมาก เนื่องจากการสร้าง EA จะต้องมีความเชียวชาญทั้งทางด้าน ปัจจัยทางเทคนิค และ การเขียนโค้ดของภาษา MQL4 ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภาษา C หรือ C++

จุดเด่นของ Forex

  • เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุด เปิดให้ซื้อขายแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 5.00น. วันจันทร์ ไปจนถึง 4.00น. ของวันเสาร์
  • มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากดัชนีของแต่ละสกุลเงินมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยที่เข้ามากระทบ หรือเพียงแค่อาจจะกระทบ ก็ส่งผลกระทบต่อดัชนีของสกุลเงินนั้นๆแล้ว
  • มีสภาพคล่องสูง เนื่องจากมีผู้ซื้อ-ผู้ขายจำนวนมากในตลาด จึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่สามารถซื้อกลับ หรือขายคืนได้
  • สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ในทุกๆคู่สกุลเงิน เนื่องจากสามารถเปิดสถานะซื้อ (Long) หรือเปิดสถานะขาย (Short) ก่อนก็ได้
  • ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มากนัก รายย่อยจึงสามารถเข้ามาศึกษาก่อนที่จะเพิ่มเงินลงทุนได้

การเทรด Forex เหมาะกับนักลงทุนกลุ่มใด ?

  • ผู้ที่ต้องการเก็งกำไร (Speculate) ส่วนมากจะเป็นผู้เล่นรายย่อยที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง เพราะกำไรขาดทุนจะสูงขึ้นตามจำนวนปริมาณสัญญาที่เปิด (Lot) รวมถึงระดับ Margin ที่สามารถกำหนดได้เอง (Leverage) และอีกหลายๆปัจจัยซึ่งส่งผลต่อกำไร (Gain) ขาดทุน (Loss) รวมทั้งการบังคับขาย (Force Sell)
  • ผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากผลที่อาจะเข้ามากระทบกับค่าเงินในสกุลที่ถืออยู่ (Hedging) ส่วนมากจะเป็นกองทุน หรือบริษัทที่มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เงินตราต่างประเทศในการซื้อขาย จึงต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มของค่าเงินสกุลที่ถือ หากคาดการณ์ว่าจะปรับตัวลง อาจใช้ตลาด Forex ในการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หรือทำสัญญากับทางสถาบันการเงินเพื่อ Lock ค่าเงินและยอมจ่ายเงินเพิ่มบางส่วน เพื่อแลกกับการป้องกันความเสี่ยง

การเตรียมตัวก่อนเทรด Forex

       เนื่องด้วยตลาด Forex แทบจะเรียกได้ว่ามีระดับความเสี่ยงที่สูงที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งหมดในโลก จากอัตรากำไรขาดทุนในระดับที่อาจเรียกได้ว่าเท่าที่ใจคุณต้องการ ผู้ที่ลงทุนจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจทั้ง ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และ การวิเคราะห์กราฟ (Technical Analysis)

       อีกทั้งต้องรู้ระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ รวมทั้งกฏ เงื่อนไข หรือแม้แต่รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆอีกมากมายในการเทรด เพื่อที่จะใช้เป็นหางเสือในการกำหนดกลยุทธ์ในการเทรด ซึ่งแทบไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้หากยังไม่เคยลองเทรดจริง ผู้ที่เข้ามาเทรดในตลาด Forex ใหม่ๆ จึงควรเริ่มด้วยบัญชีทดลอง (Demo Account) ก่อนที่จะเริ่มลงเงินจริง ซึ่งโบรคเกอร์ที่เปิดให้บริการจะมีบัญชีทดลองให้ผู้ที่สนใจเทรดได้ลองก่อนทุกโบรคอยู่แล้ว เพื่อให้เข้าใจระบบการเทรดพื้นฐานก่อนที่จะตัดสินใจเปิดบัญชีเพื่อเทรดจริง (Real Account)

คำศัพท์ที่ควรรู้จักในการเทรด Forex

  • Balance คือ จำนวนเงินที่เราได้ทำการฝากเข้าไป หรือยังคงเหลืออยู่ซึ่งสุทธิจาก Order ที่ทำการ Close Order ได้แล้ว
  • Credit คือ จำนวนโบนัสที่ได้รับจากโปรโมชั่นของทาง Broker Forex ที่ยังคงเหลืออยู่
  • Equity คือ มูลค่าของ Port การลงทุนแบบ Realtime ซึ่งจะขึ้นลงตลอดตามราคาตลาด โดยจะมีวิธีคิดมูลค่า ดังนี้ [Balace+Credit+(Net Gain/loss)]
  • Margin (หลักประกัน) การจะทำการซื้อขายในตลาด Forex ได้นั้น ต้องมีการวางหลักประกัน ซึ่งในการเทรด Forex นั้นจะแบ่ง Margin ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
    • Margin หมายถึง Order ที่เราเปิดไปแล้วนั้นวางหลักประกันไปเท่าไหร่
    • Margin Level (%) หมายถึง เรามีหลักประกันเป็นกี่ % จากหลักประกันที่ใช้เปิด Order ไปแล้ว
    • Free Margin หมายถึง หลักประกันที่ยังสามารถใช้ในการเปิด Order เพิ่มได้
  • Spread (ความห่างระหว่าง Bid และ Ask) จริงๆแล้วส่วนนี้คือค่าธรรมเนียมในการเทรด หากโบรคไหน Spread ต่ำ หมายถึงมีการเก็บค่าธรรมเนียมการเทรดที่น้อยกว่านั่นเอง
  • Commission (ค่าบริการ) นักลงทุนในตลาด Forex ที่ใช้บัญชี Zero spreade จะเจอกับค่าบริการในส่วนนี้ เพื่อแลกกับการที่สามารถเทรดด้วย Spread ในการซื้อขายที่แคบลงนั่นเอง
  • Swap (ผลต่างดอกเบี้ยของคู่สกุลเงิน) อาจเรียกว่า Overnight Interest โดยค่า Swap นี้จะเกิดขึ้นเมื่อเปิด Order ทิ้งไว้ข้ามคืน ผลต่างของดอกเบี้ยอาจส่งผลให้มีผลเป็นบวกหรือลบก็ได้ และ Swap Long และ Swap Short จะไม่เท่ากัน หากคู่สกุลเงินใดมีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย ก็จะส่งผลให้ค่า Swap มีการเปลี่ยนแปลงตามเช่นกัน
  • Open Position คือ การเปิดสถานะ ซื้อ (Long Position) หรือ ขาย (Short Position)
    • Open Long Position (เปิดสถานะซื้อ) เมื่อคาดว่าคู่เงินนั้นจะมีการ ปรับตัวขึ้น ให้ Long ใส่คู่เงินนั้นๆ
    • Open Short Position (เปิดสถานนะขาย) เมื่อคาดว่าคู่เงินนั้นจะมีการ ปรับตัวลง ให้ Short ใส่คู่เงินนั้นๆ
  • Close Position คือ การปิดสถานะ ซื้อ (Long Position) หรือ ขาย (Short Position) ที่เปิดไปก่อนหน้า
    • Close Long Position (ปิดสถานะซื้อ) จะเป็นการปิดสถานนะ Long ที่เปิดไปก่อนหน้า และสรุปผลกำไรขาดทุน
    • Close Short Position (ปิดสถานนะขาย) จะเป็นการปิดสถานนะ Short ที่เปิดไปก่อนหน้า และสรุปผลกำไรขาดทุน
  • Hedge Position ในกรณีที่มีทั้ง Long และ Short อยู่ เราสามารถทำการปิดทั้ง 2 สถานะพร้อมกันได้ ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการเทรด
  • Pending Order (คำสั่งที่รอดำเนินการ) คือการตั้งรอราคานั่นเอง โดยจะมีทั้งหมด 6 แบบ ดังนี้
    • Buy Limit เมื่อราคาลงมาถึงระดับราคาที่กำหนด ระบบจะเปิด Long Position
    • Sell Limit เมื่อราคาขึ้นไปถึงระดับราคาที่กำหนด ระบบจะเปิด Short Position
    • Buy Stop เมื่อราคาขึ้นไปถึงระดับราคาที่กำหนด ระบบจะเปิด Long Position
    • Sell Stop เมื่อราคาลงมาถึงระดับราคาที่กำหนด ระบบจะเปิด Short Position
    • Buy Stop Limit เมื่อราคาขึ้นไปถึงระดับที่กำหนด จะต้องรอลงมาถึงระดับที่ตั้งไว้อีกระดับ จึงจะเปิด Long Position
    • Sell Stop Limit เมื่อราคาลงมาถึงระดับที่กำหนด จะต้องรอขึ้นไปถึงระดับที่ตั้งไว้อีกระดับ จึงจะเปิด Short Position
MT5-Order-Types

ควรเลือกใช้ MetaTrader4 หรือ MetaTrader5 ?

      MetaTrader (MT) เป็นโปรแกรมหลักที่ใช้เทรด ซึ่งในปัจจุบันใช้กัน 2 เวอร์ชั่นคือ MT4 และ MT5 แม้ว่า MT5 จะมีฟังก์ชั่นการใช้งานหลายส่วนที่น่าสนใจเพิ่มเติมเข้ามา เช่น มี Pending Order อย่าง Buy Stop Limit และ Sell Stop Limit เพิ่มเติม มีในส่วนของปฏิทินข่าวเศรษฐกิจให้ดู และเปิดตัวตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2010 แต่ก็ยังมีปริมาณผู้ใช้น้อยกว่า MT4 มากพอสมควร โดยน่าจะมีสาเหตุหลักๆมาจาก

  • MT5 ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เยอะกว่า MT4
  • MT5 ไม่รองรับกลยุทธ์ในการ Hedging เท่าที่ควร
  • ไม่สามารถนำ EA หรือ Indicator ที่ใช้งานบน MT4 มาใช้บน MT5 ได้

นอกจากจะมีการเทรดสกุลเงินแล้ว ยังมีการเทรด Commoditiy อย่าง Gold Silver Oil และบางโบรคเกอร์ยังมี Cryptocurrency อย่าง BTC/USD หรือ ETH/USD ให้เทรดอีกด้วย

ตราสารทุน (Equity Instrument)

0
Equity-Instrument

     ตราสารทุน (Equity Instrument) เป็นตราสารทางการเงินซึ่งกิจการออกให้แก่ผู้ลงทุน เพื่อระดมเงินไปใช้ดำเนินกิจการตามนโยบายของกิจการ โดยที่ผู้ที่ถือตราสารทุนจะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ”

     ตราสารทุน หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่า “หุ้น” เป็นตราสารทางการเงินที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจกันอย่างมาก เนื่องจากให้ผลตอบแทนดี   ใช้เงินลงทุนไม่เยอะ มีสภาพคล่องทางการเงินสูง สามารถปรับพอร์ทการลงทุนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในยามที่มีปัจจัยต่างๆเข้ามากระทบ แต่ต้องแลกมาด้วยความเสียงที่สูงขึ้นตามระดับผลตอบแทนที่คาดหวังเหมือนเงาตามตัว ดังนั้นนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตราสารทุนควรมีความเข้ารู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกรวมทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ต้องการจะลงทุนมากพอ ก่อนจะเริ่มลงทุนจริง เรามาเริ่มด้วยการรู้จักตราสารทุนแต่ละประเภทกันก่อนเลย

  • หุ้นสามัญ (Common Stock) เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทมหาชน จำกัด (บมจ.) ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน โดยผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของบริษัท มีสิทธิในการออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือครองอยู่ มีสิทธิในการรับเงินปันผลและสิทธิประโยชน์อื่นๆ
  • หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทมหาชน จำกัด (บมจ.) มีลักษณะเป็นกึ่งเจ้าหนี้และกึ่งเจ้าของบริษัท โดยผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ โดยมีสิทธิในการรับผลตอบแทนและสิทธิในการรับเงินทุนคืนหลังเลิกกิจการก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ แต่จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงลงมติในที่ประชุม
  • ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือวอแรนท์ (Warrant) เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ให้สิทธิผู้ถือวอแรนท์ในการซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ตามราคาใช้สิทธิ และอัตราใช้สิทธิ ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
  • ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย หรือ เอ็นวีดีอาร์ (Non – Voting Depository Receipt : NVDR) เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด มีสถานะเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนโดยอัตโนมัติ (Automatic List) และมีหลักทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) เป็นหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ตลาดตราสารทุน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  • ตลาดแรก (Primary Market) เป็นตลาดสำหรับกิจการที่สร้างตราสารออกสู่ตลาดเพื่อระดมทุนจากนักลงทุนโดยตรง จะเป็นตราสารที่ออกขายใหม่ หรือตราสารที่นำออกขายในตลาดเป็นครั้งแรก แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
    • การเสนอขายแก่บุคคลวงในจำกัด เรียกว่า Private Placement (PP) ซึ่งกิจการที่ออกตราสาร สามารถเสนอขายได้ 2 แบบ คือ แบบเสนอขายแก่นักลงทุนเฉพาะรายไม่เกิน 35 คน ในระยะเวลา 12 เดือน และแบบเสนอขายแก่สถาบัน (เป็นไปตามระเบียบที่ กลต. กำหนดไว้)
    • การเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป เรียกว่า Public Offering (PO) ซึ่งกิจการที่ออกตราสาร จะต้องได้รับอนุมัติตามขบวนการขั้นตอนตามที่ กลต. ระบุไว้ก่อนจะออกขายในตลาด
  • ตลาดรอง (Secondary Market) จะเป็นตลาดสำหรับตราสารที่มีการออกจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว เสมือนเป็นการซื้อขายเปลี่ยนมือของผู้ถือครอง เป็นการหมุนเวียนอยู่ในระบบ ซึ่งจะมีหน่วยงาน ก.ล.ต. เป็นผู้กํากับภาพรวม และมีหน่วยงานตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ดูแลการซื้อขายในตลาดรอง แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
    • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรียกว่า The Stock Exchange of Thailand ( SET)จะเป็นตลาดรองของบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีทุนชำระ ตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป
    • ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เรียกว่า Market for Alternative Investment (mai) จะเป็นตลาดรองสำหรับธุรกิจที่มีศักยภาพขนาดกลางและเล็ก ที่มีทุนชำระ ตั้งแต่ 20 ล้านขึ้นไป
    • ตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขาย ทําธุรกรรมกันเองโดยตรง (Over-the-Counter)

ผลตอบแทนของตราสารทุน

  • เงินปันผล (Dividend) คือ ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท หลังหักค่าใช้จ่ายๆรวมทั้งภาษี และมีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทให้มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น (ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าของ) โดยจะมีการเก็บภาษีจากเงินปันผล 10% ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ได้รับเงินปันผล 100 บาท จะถูกหักเป็นค่าภาษี 10 บาท และได้รับจริงจำนวน 90 บาท
  • กำไรจากการซื้อ-ขายหุ้น (Capital Gain) คือ กำไรจากการซื้อถูก และขายแพง ซึ่งกำไรในส่วนนี้จะไม่ถูกคิดเป็นรายได้ในการคำนวนฐานภาษี แต่จะมีค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายหุ้นตามปกติเล็กน้อย ซึ่งผลตอบแทนรวมทั้งอัตราความเสี่ยงของหุ้นแต่ละตัวก็จะแตกต่างกันไป ตามสภาพเศรษฐกิจโลก และแนวโน้มอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ

ประโยชน์จากการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน

  • แหล่งเงินทุนระยะยาว สามารถระดมเงินทุนจากประชาชนได้โดยตรง โดยไม่มีภาระเงินต้นและดอกเบี้ยเหมือนการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน
  • เพิ่มช่องทางระดมทุน เพื่อช่วยบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หุ้นสามัญเพิ่มทุน หุ้นกู้หุ้นกู้แปลงสภาพ ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหลักทรัพย์ (warrant) เป็นต้น
  • เสริมสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัท เนื่องจากมีกลไกการเปิดเผยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แก่สาธารณะ
  • สร้างความภักดี และผลตอบแทนที่ดีให้แก่พนักงาน กรณีมีการเสนอขายหลักทรัพย์ให้แก่กรรมการหรือพนักงานของบริษัท (Employee StockOption Program หรือ ESOP) ก็สามารถเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัทได้
  • สร้างความรับผิดชอบและการบริหารงานแบบมืออาชีพ เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมีการบริหารงานแบบมืออาชีพ เนื่องจากมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นในวงกว้าง
  • การดำรงอยู่ของธุรกิจในระยะยาว ช่วยให้บริษัทที่มีการบริหารงานแบบธุรกิจครอบครัวก้าวเข้าสู่การบริหารงานแบบมืออาชีพมากขึ้น มีผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารกิจการได้

การจัดกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจ

SET-Heatmap

เนื่องด้วยในตลาดตราสารทุน (ตลาดหุ้น) มีธุรกิจอยู่มากมายหลายหลาก ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงได้แบ่งหมวดอุตสาหกรรมออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่ และหมวดธุรกิจย่อยอีก 28 หมวด เพื่อความเหมาะสมในการเปรียบเทียบข้อมูลของผู้ลงทุน ซึ่งการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น จะทำให้เห็นภาพรวมของแนวโน้มแต่ละบริษัท เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน และยังสะท้อนให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมประเทศได้มากขึ้น

  • เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) ธุรกิจเกี่ยวกับการเพาะปลูก ทำป่าไม้ ทำปศุสัตว์ แปรรูปผลิตผลทางการเกษตร และ ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม
    • ธุรกิจการเกษตร (Agribusiness)
    • อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage)
  • สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคต่างๆ ทั้งที่เป็นสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือย
    • แฟชั่น (Fashion)
    • ของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน (Home & Office Products)
    • ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ (Personal Products & Pharmaceuticals)
  • ธุรกิจการเงิน (Financials) อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการทางการเงินประเภทต่างๆ
    • ธนาคาร (Banking)
    • เงินทุนและหลักทรัพย์ (Finance & Securities)
    • ประกันภัยและประกันชีวิต(Insurance)
  • สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบทั่วไปที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม สินค้าขั้นต้นหรือสินค้าขั้นกลาง เครื่องมือและเครื่องจักรต่าง ๆ ที่นำไปใช้ต่อในอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์
    • ยานยนต์ (Automotive)
    • วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร (Industrial Materials & Machine)
    • บรรจุภัณฑ์ (Packaging)
    • กระดาษและวัสดุการพิมพ์ (Paper & Printing Materials)
    • ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (Petrochemicals & Chemicals)
    • เหล็ก (Steel)
  • อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction) กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบริการก่อสร้างและงานวิศวกรรม
    • วัสดุก่อสร้าง (Construction Materials)
    • บริการรับเหมาก่อสร้าง (Construction Services)
    • พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Development)
    • กองทุนรวมอสังหาริม ทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund & Real Extate Investment Trusts)
  • ทรัพยากร (Resources) ธุรกิจเกี่ยวกับการแสวงหา หรือจัดการทรัพยากรต่างๆ เช่น การผลิตและจัดสรรเชื้อเพลิงพลังงาน และการทำเหมืองแร่ เป็นต้น
    • พลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities)
    • เหมืองแร่ (Mining)
  • บริการ (Services) ธุรกิจในสาขาบริการต่างๆ ยกเว้นบริการทางการเงินและบริการด้านข้อมูลสารสนเทศหรือเทคโนโลยี หรือเป็นบริการที่ถูกจัดไว้ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหมวดธุรกิจอื่นแล้ว
    • พาณิชย์ (Commerce)
    • การแพทย์ (Health Care Services)
    • สื่อและสิ่งพิมพ์ (Media & Publishing)
    • บริการเฉพาะกิจ (Professional Services)
    • การท่องเที่ยวและสันทนาการ (Tourisms & Leisure)
    • ขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics)
  • เทคโนโลยี (Technology) ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขั้นต้น ขั้นกลางหรือขั้นสุดท้าย และรวมถึงผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
    • ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Components)
    • เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information & Communication Technology)

ตราสารหนี้ (Bond)

0
Bond

     ตราสารหนี้ (Bond) เป็นตราสารทางการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก และผู้ถือตราสารหนี้ โดยที่ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ดังนั้น ผู้ออกจึงมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ในขณะที่ผู้ซื้อมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ต่างจากตราสารทุน หรือ หุ้นสามัญ ที่ผู้ถือตราสารทุนจะลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้

     ตราสารหนี้ เป็นคำกว้างๆ ซึ่งเรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” มากกว่า โดยพันธบัตรมักใช้เรียกตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ส่วนหุ้นกู้จะถูกเรียกใช้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน ในต่างประเทศจะใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐบาลและเอกชน แต่จะมีในบางกรณีที่อาจจะเรียกว่า “Debenture” เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

องค์ประกอบของตราสารหนี้

  • มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) หมายถึง มูลค่าเงินต้นที่ระบุไว้ในตราสารหนี้แต่ละหน่วยที่ผู้กู้ จะต้องชำระคืนให้กับผู้ถือตราสารหนี้นั้น เมื่อครบกำหนดชำระ มูลค่าดังกล่าวอาจลดลงเมื่อมีการทยอยจ่ายคืนเงินต้น
  • อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกมีภาระจะต้องจ่ายให้กับผู้ถือตราสารหนี้นั้นๆ ตามงวดการจ่ายดอกเบี้ยที่กำหนดตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น
  • งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon Frequency) คือ จำนวนครั้งของการดอกเบี้ยต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกตราสารหนี้ แต่โดยส่วนใหญ่มักจะกำหนดให้มีการจ่ายดอกเบี้ยทุกครึ่งปี
  • วันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity Date) หมายถึง วันหมดอายุของตราสารหนี้ ที่ผู้ออกจะต้องจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยงวดสุดท้าย (ถ้ามี) ให้แก่ผู้ถือ
  • ข้อสัญญา และประเภทของตราสารหนี้ (Covenants) หมายถึง เงื่อนไข สิทธิแฝง และข้อมูลที่ระบุ ซึ่งผู้ถือจะต้องปฏิบัติ หรืองดเว้นการปฏิบัติตลอดอายุของตราสารหนี้นั้น เช่น การดำรงสัดส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่เกินอัตราที่กำหนด การให้สิทธิในการไถ่ถอนตราสารนั้นๆ ก่อนกำหนดตามที่ระบุไว้ เป็นต้น
  • ชื่อผู้ออก (Issuer Name) หากผู้ออกตราสารหนี้รายใดมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้มาก อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้รายนั้นจะต้องเพิ่มสูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ผู้ซื้อตราสารหนี้จะต้องแบกรับเช่นกัน
  • ประเภทของตราสารหนี้ เนื่องจากตราสารหนี้แต่ละประเภทมีสิทธิ์ และผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องระบุให้ชัดเจน

ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้

  • ดอกเบี้ย (Interest Income) คำนวนจากอัตราดอกเบี้ย และกำหนดเวลาที่ระบุไว้
  • ส่วนลด (Discount) ได้รับผลตอบแทนเป็นส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาชำระคืนเมื่อครบกำหนด
  • กำไร / ขาดทุน จากการขายตราสารหนี้ (Capital Gain / Loss) โดยที่จะกำไรเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดลดลง และจะขาดทุนเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดเพิ่มขึ้น

ข้อดีของการลงทุนในตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้มีอายุตั้งแต่ 1 วัน จนถึง 20 ปี และยังมีระดับความเสี่ยงที่หลากหลายให้เลือก ตามวัตถุประสงค์การลงทุน
  • ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก และมีการจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้เสม่ำเสมอ
  • ลำดับสิทธิสูงกว่าหุ้นสามัญ เนื่องจากผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้มีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ขณะที่ผู้ลงทุนในหุ้นสามัญมีฐานะเป็น “เจ้าของ” ซึ่งเจ้าหนี้จะมีสิทธิ์ได้รับเงินคืนก่อนเจ้าของเสมอ
  • ช่วยในการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เนื่องจากราคาและผลตอลแทนจากตราสารหนี้ จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาหุ้น จึงช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ทการลงทุนได้เป็นอย่างดี
  • มีสภาพคล่อง เนื่องจากผู้ลงทุนสามารถซื้อ-ขาย-โอน-เปลี่ยนมือกันได้ที่ตลาดตราสารหนี้ (Thailand Bond Exchange: TBX) ซึ่งเปิดให้บริการการซื้อขายแก่นักลงทุนทั่วไปตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546
  • สามารถนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น เช่น ค้ำประกันธุรกิจ หรือ เก็บเป็นมรดกให้ลูกหลานได้

ปัจจัยที่มีผลต่อมูลค่าตราสารหนี้และผลตอบแทน

  • อัตราดอกเบี้ยในตลาด (Interest Rate)
  • หากตลาดมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลให้มูลค่าตราสารหนี้ต่ำลง
  • หากมีตลาดการปรับลดดอกเบี้ย จะส่งผลให้มูลค่าตราสารหนี้สูงขึ้น
  • การรายงานการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จะบอกถึงความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงหลักของผู้ออกตราสาร
  • หากได้รับการปรับความเชื่อถือสูงขึ้น จะส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้สูงขึ้นเช่นกัน
  • หากได้รับการปรับความเชื่อถือต่ำลง จะส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้ต่ำลงเช่นกัน
  • ดูเรชั่น (Duration) คือ อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าปัจจุบันชองกระแสดอกเบี้ยรับที่จะได้รับในอนาคต ยิ่งตราสารหนี้มีอายุคงเหลือนาน ก็จะมีดูเรชั่นสูงตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หุ้นกู้ A อายุคงเหลือ 10 ปี ดูเรชั่น 8.5 และหุ้นกู้ B อายุคงเหลือ 5 ปี ดูเรชั่น 4.6 หากดอกเบี้ยขึ้น 1% หุ้นกู้ A จะมีราคาลดลงประมาณ 8.5% ส่วนหุ้นกู้ B จะมีราคาลดลงประมาณ 4.6% นั่นเอง

ประเภทของตราสารหนี้ แบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้

1. แบ่งตามผู้ออกตราสาร

  • ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล ประกอบด้วย
  • ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) คือตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออกจำหน่าย เพื่อกู้ยืมเงินระยะสั้นจากประชาชน โดยตราสารหนี้ประเภทนี้จะไม่มีดอกเบี้ย แต่ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาขายกับจำนวนเงินตามหน้าตั๋วซึ่งต่ำกว่าราคาขาย เช่น ซื้อตั๋วเงินคลังที่มีราคาหน้าตั๋ว 100 บาท ในราคา 97 บาท เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ก็จะได้รับเงินตามหน้าตั๋ว 100 บาท ผลต่าง 3 บาท ก็จะเป็นผลตอบแทนที่ได้
  • พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) เป็นตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ตราสารที่ออกโดยกระทรวงการคลังเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น (Default Risk) น้อย จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยง แต่ตราสารประเภทนี้ก็ยังมีความเสี่ยงด้านอื่น ๆ ที่ควรคำนึงถึง เช่น ความเสี่ยงด้านราคาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้
  • ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐ เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ เช่น พันธบัตรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พันธบัตรรัฐวิสาหกิจบางแห่งมักได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ตราสารหนี้ประเภทนี้มีความเสี่ยงของการผิดนัดการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นต่ำ แต่ยังมีความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ความเสี่ยงด้านราคาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
  • ตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond) ตราสารหนี้ประเภทนี้มักถูกเรียกว่า “หุ้นกู้” มีทั้งอายุไม่เกิน 1 ปี (Short-term corporate bond) และ มากกว่า 1 ปี (Long-term corporate bond) เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชนเพื่อระดมทุนไปใช้ในการดำเนินกิจการ หุ้นกู้จะมีความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารอาจผิดนัดในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้น ดังนั้น เอกชนจึงต้องให้ผลตอบแทนที่มากกว่าตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่า อีกทั้งหุ้นกู้บางประเภทยังมีสิทธิ์แปลงเป็นหุ้นสามัญได้ด้วย

2. แบ่งตามสิทธิในการเรียกร้อง (Priority Claim)

  • หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond หรือ Junior Bond) ในกรณีที่ผู้ออกตราสารล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิในการเรียกร้องสินทรัพย์จากผู้ออกตราสาร ในอันดับที่ด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญรายอื่น แต่จะสูงกว่าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญซึ่งมีสิทธิเรียกร้องเป็นอันดับสุดท้าย
  • หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond) ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิในการเรียกร้องสินทรัพย์จากผู้ออกตราสาร ทัดเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ และสูงกว่าผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิและผู้ถือหุ้นสามัญตามลำดับ

3. แบ่งตามการใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน

  • หุ้นกู้มีหลักประกัน (Secured Bond) หมายถึง หุ้นกู้ที่ผู้ออกตราสารนำสินทรัพย์มาค้ำประกันการออกหุ้นกู้ และผู้ถือจะมีบุริมสิทธิเต็มที่ในสินทรัพย์ที่วางเป็นประกันนั้นเหนือเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ โดยปกติในทางปฏิบัติมักจะมีการตั้งบุคคลทำหน้าที่เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ (Bond Holder Representative) เพื่อทำการตรวจสอบสถานะของสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน
  • หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Bond) หมายถึง หุ้นกู้ที่ไม่มีสินทรัพย์ใด ๆ วางไว้เป็นประกันในการออก ซึ่งหากผู้ออกตราสารล้มละลายต้องทำการแบ่งสินทรัพย์กับเจ้าหนี้รายอื่นตามสิทธิและสัดส่วน

4. แบ่งตามวิธีการจ่ายดอกเบี้ย

  • ตราสารหนี้ชนิดจ่ายดอกเบี้ยประจำ เป็นตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้ โดยทั่วไปจ่ายปีละ 2 ครั้ง ทุกงวด 6 เดือน ตลอดอายุของตราสารหนี้
  • ตราสารหนี้ชนิดทบดอกเบี้ย เป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างงวด แต่จะจ่ายให้เมื่อตราสารหนี้ครบกำหนด โดยทั่วไปดอกเบี้ยที่จ่ายเมื่อครบกำหนดอายุจะคำนวณทบต้นปีละ 2 ครั้ง
  • ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย (Zero-Coupon Bond) คือตราสารหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ยแต่จะขายต่ำกว่าราคาที่ตราไว้ และเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนจะได้รับเงินคืนเต็มราคาที่ตราไว้ ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาที่ได้รับจากการไถ่ถอนเป็นผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุน

5. แบ่งตามลักษณะการถือกรรมสิทธิ์

  • ตราสารหนี้ชนิดจ่ายเงินแก่ผู้ถือ (Bearer Bond) เป็นตราสารหนี้ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้ถือตราสารหนี้หรือบัตรดอกเบี้ย ตราสารหนี้ชนิดนี้จะมีบัตรดอกเบี้ยติดกับตัวตราสารหนี้ และโอนกรรมสิทธิ์กันได้โดยการส่งมอบ
  • ตราสารหนี้ชนิดจดทะเบียน (Registered Bond) เป็นตราสารหนี้ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อในตราสารหนี้และต้องจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ที่นายทะเบียน การโอนกรรมสิทธิ์ต้องกระทำโดยการจดทะเบียน ตราสารหนี้ชนิดนี้ไม่มีบัตรดอกเบี้ย แต่จะจ่ายดอกเบี้ยโดยการนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่แจ้งความจำนงไว้
  • ตราสารหนี้ชนิดจดบัญชี (Inscribed Bond) เป็นตราสารหนี้ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีตราสารหนี้ไว้ครอบครอง แต่ฝากไว้กับนายทะเบียนซึ่งจะออกใบรับให้แก่ผู้จดบัญชี การจ่ายดอกเบี้ยกระทำโดยการนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารตามที่แจ้งความจำนงไว้ การโอนกรรมสิทธิ์ต้องกระทำเป็นหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน

6. แบ่งตามชนิดของอัตราดอกเบี้ย

  • ตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Bond) เป็นหุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ตามที่กำหนดไว้
  • ตราสารหนี้จ่ายดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate Bond) เป็นหุ้นกู้ที่อัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราอ้างอิงที่กำหนด เช่น อัตรา MLR+ 1%
  • ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Risk) เกิดจากความไม่แน่นอนว่าบริษัทผู้ออกตราสารหนี้จะสามารถจ่ายคืนผู้ลงทุนตามที่กำหนดไว้ในตราสารหนี้ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นพันธบัตรรัฐบาลก็จะมีความเสี่ยงประเภทนี้น้อยกว่าหุ้นกู้ของเอกชน
  • ความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) เนื่องจากตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนในลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยที่แน่นอนให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ราคาของตราสารหนี้ในปัจจุบันก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยในทิศทางที่ตรงข้ามกัน แต่ถ้าผู้ลงทุนถือตราสารหนี้จนครบกำหนด ก็จะได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยคืนตามที่กำหนดในตราสารหนี้นั้น
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ (Reinvestment Risk) ดอกเบี้ยและเงินต้นที่ได้รับจากการลงทุนเมื่อนำไปลงทุนต่อ อาจจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิม
  • ความเสี่ยงจากความผันผวนในราคาของตราสารหนี้ (Price Risk) ราคาตราสารหนี้มีความผันผวนอันเนื่องจากภาวะของดอกเบี้ยในตลาด หากภาวะดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้จะปรับตัวลง
  • ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง (Liquidity Risk) คือความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนไม่สามารถซื้อหรือขายสัญญาตราสารหนี้ในเวลาและราคาที่ต้องการได้

อัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk Free)

0
Risk-Free-Rate

     ตามทฤษฎี อัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk Free) คือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่นักลงทุนคาดหวังสำหรับการลงทุนใดๆ หากต้องการได้รับผลตอบแทนมากขึ้น นักลงทุนจำเป็นต้องแลกด้วยการรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามระดับผลตอบแทนที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดย Risk Free จะต้องมี 2 เงื่อนไขสำคัญ คือ

  • ไม่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ (Default Risk)
  • ไม่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในการลงทุนต่อ (Reinvestment)

     แม้ในเชิงปฏิบัติ Risk Free ไม่มีอยู่จริง เพราะการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด ก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่แม้จะน้อยมากก็ตาม จึงมักถือเอาอัตราผลตอบแทนของ ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) ที่มีอายุ 3 เดือน เป็นอัตราผลตอบแทนอ้างอิงของ Risk Free แทน

     เนื่องจากตลาดมองว่า แทบไม่มีโอกาสที่รัฐบาลจะผิดนัดชำระคืนเมื่อครบอายุสัญญา โดยเฉพาะเฉพาะสัญญาที่ช่วงอายุสั้นๆ เนื่องจากเป็นไปได้ยากมากๆที่จะมีปัจจัยเชิงลบเข้ามากระทบแรงๆ จนส่งผลให้รัฐบาลเกิดการผิดนัดชำระคืนเมื่อครบอายุสัญญา จึงให้ถือเอาผลตอบแทนของ ตั๋วเงินคลัง ในช่วงอายุ 1-3 เดือน เป็นอัตราผลตอบแทนอ้างอิงของ Risk Free

ข้อควรทราบเพิ่มเติม

  • Risk Free ในแต่ละประเทศมีอัตราที่แตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ Risk Free โดยตรง
  • เรายังสามารถใช้ Risk Free เพื่อประยุกต์หา Risk Free ในระยะ 10 ปีได้จากการอิงผลตอบแทนของ พันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี ได้เช่นกัน เนื่องจากตั๋วเงินคลัง จะมีอายุไม่เกิน 1 ปี ส่วนพันธบัตรรัฐบาล จะมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
  • Risk Free จะใช้อ้างอิงผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงได้ดีสุดในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ผันผวนมากนัก เนื่องจากช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย และหากผันผวนในทางลบ อาจจะส่งผลให้มีความเสี่ยงที่รัฐบาลจะผิดนัดชำระหนี้ได้มากขึ้น
  • Risk Free เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของ Capital Asset Pricing Model (CAPM) ซึ่งเป็นทฤษฎีทางการเงินที่กล่าวถึงการคำนวนอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง กับ ความเสี่ยงของตลาด ซึ่งสามารถนำมากำหนดอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง (Expected Return) เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของหลักทรัพย์ที่ลงทุน