นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง

0
Economic-Policy-Fix

     รัฐบาลจะใช้นโยบายทางการเงิน (Monetary policy) และนโยบายการคลัง (Fiscal policy) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถดำเนินไปได้อย่างมีเสถียรภาพคำว่ามีเสถียรภาพนี้หมายถึงการเจริญเติบโตที่ดีและเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ต้องมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงด้วย มิฉะนั้นแล้วอาจก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจต่างๆตามมา

     เศรษฐกิจที่เจริญเติบโตได้ดีนั้น ต้องมีรากฐานจากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเต็มที่ หรือใกล้เคียงคำว่าเต็มที่มากที่สุด ซึ่งปัจจัยการผลิตในที่นี้จะหมายถึงแรงงานในประเทศรวมถึงเครื่องจักรด้วย เนื่องจากเมื่อมีความต้องการแรงงานมากขึ้น ค่าจ้างจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตาม เพื่อดึงดูดให้แรงงานมีความต้องการขายแรงงานมากขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรในประเทศมีรายได้ที่สูงขึ้นรวมถึงมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และในจุดนี้เองที่ส่งผลโดยตรงกับความต้องการบริโภคสินค้าและบริการมากที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

     ไม่ใช่เพียงแต่ตัวเลขต่างๆออกมาดูดี แล้วเศรษฐกิจดีขึ้นจริงๆ แต่เศรษฐกิจที่ดีจะต้องเกิดจากความต้องการบริโภค (Demand) ของประชากรในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นด้วย เพราะตัวเลขที่ดีขึ้นนั้นอาจเกิดจากเงินเฟ้อเป็นหลัก ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นและส่งผลต่อตัวเลขต่างๆให้ดูดีขึ้นแบบไม่มั่นคง

     เราจึงควรทำความเข้าใจกับนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศของเรา หรือของประเทศที่เราสนใจ เพื่อปรับพอร์ทการลงทุนหรือการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ของรัฐบาลประเทศนั้นๆ

นโยบายการเงิน (Monetary policy)

     นโยบายการเงิน ถูกกำหนดโดย “ธนาคารกลาง” หรือที่เราอาจจะรู้จักในนาม “แบงค์ชาติ” เป็นนโยบายที่ว่าด้วยเรื่องปริมาณการเงินในระบบเศรษฐกิจ (Money supply) หากมีปริมาณเงินในระบบมากเกินไป ก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ แต่หากมีน้อยเกินไป ก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินฝืดตามมาอีก จึงต้องทำการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้มีความเหมาะสม โดยภาวะเศรษฐกิจที่เศรษฐกิจจะเจริญเติบโตได้ดีนั้น นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าควรมีระดับเงินเฟ้ออ่อนๆ เนื่องจากเมื่อมีการจ้างงานมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่ขยายตัว ย่อมส่งผลให้ต้องการแรงงานในระบบมากขึ้น ค่าแรงก็จะปรับตัวขึ้นตาม จึงส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นตามค่าครองชีพ โดยที่ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นนี้เองคือระดับเงินเฟ้ออ่อนๆตามหลักของนักเศรษฐศาสตร์

นโยบายการเงินแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. นโยบายการเงินแบบขยายตัว (Expansionary monetary policy) จะใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มถดถอย เพื่อให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น โดยจะมีเครื่องที่ใช้ในการดำเนินนโยบายแบบขยายตัวหลักๆ ดังนี้
  • การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสดสำรองที่ต้องดำรง (Reserve ratio) ของธนาคารพาณิชย์ หมายถึง เงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ต้องฝากไว้กับธนาคารกลาง (จากยอดเงินฝาก) หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว จะต้องลดเงินสดสำรองที่ต้องฝากไว้กับธนาคารกลางลง ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินไปปล่อยกู้ให้กับภาคประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น ก็จะเป็นผลดีต่อผู้ที่ต้องการขยายธุรกิจหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ ก็จะทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัว
  • การซื้อขายหลักทรัพย์ หรือพันธบัตรของธนาคารกลางกับภาคเอกชน (Open market operation)การดำเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัว ธนาคารกลางจะซื้อหลักทรัพย์จากภาคเอกชน เพื่อปล่อยเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมีมากขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนให้เกิดการบริโภค การลงทุนและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไป
  • การเปลี่ยนแปลงอัตราซื้อลด (Discount rate) คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารกลางคิดจากธนาคารพาณิชย์ การดำเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัวจะทำโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ซึ่งจะมีผลทำให้เงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น และทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
  • การขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตาม (Moral suasion) เช่น การขอให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทที่มีความสำคัญ เช่น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เป็นต้น

2. นโยบายการเงินแบบหดตัว (Contractionary monetary policy) จะใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตเร็วเกินไป เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงแต่มีเสถียรภาพ และใช้การดำเนินนโยบายการสวนทางกับการดำเนินนโยบายแบบขยายตัว

นโยบายการคลัง (Fiscal policy)

     นโยบายการคลัง ถูกกำหนดโดย “กระทรวงการคลัง” หมายถึง นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของรัฐบาล (Government spending) และการจัดหารายได้ของรัฐบาล (Tax) โดยในการจัดหารายได้ของรัฐบาลจะมาจากการจัดเก็บภาษีประเภทต่างๆ จากทั้งผู้ผลิต เช่น ภาษีนิติบุคคล ที่เก็บจากบริษัทห้างร้านต่างๆ หรือการจัดเก็บจากผู้บริโภค เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เราเรียกกันว่า VAT หรือจัดเก็บจากผู้มีรายได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นอกจากนี้ ยังมีภาษีอีกหลายประเภท เช่น ภาษีสรรพสามิต ที่จัดเก็บกับสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ บุหรี่ สุรา ไพ่ หรือภาษีนำเข้าเก็บจากสินค้านำเข้า เช่น ภาษีรถยนต์ น้ำหอม นาฬิกา และเครื่องสำอางค์ เป็นต้น

     ภาษีที่จัดเก็บได้ รัฐบาลจะนำไปใช้จ่ายตามงบประมาณที่ตั้งไว้ ซึ่งจะใช้จ่ายผ่านส่วนงานราชการ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เช่น การสร้างถนน การจัดซื้ออาวุธ งบกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เป็นต้น โดยรัฐมักจะนำเงินภาษีไปใช้ในการสร้างปัจจัยพื้นฐานให้กับระบบเศรษฐกิจ หรือใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่เอกชนไม่ผลิต หรือที่เรียกว่า สินค้าสาธารณะ (Public goods) อาทิ การทหาร การสร้างถนนหนทาง สวนสาธารณะ สะพานลอย

นโยบายการคลังแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. นโยบายการคลังแบบขยายตัว (Expansionary fiscal policy) คือ การที่รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภาษีที่จัดเก็บได้ หรือที่เรียกว่า งบประมาณขาดดุล ซึ่งอาจเลือกใช้ในยามที่เกิดปัญหาเงินฝืด หรือเศรษฐกิจถดถอย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเมื่อรัฐบาลใช้จ่ายมากขึ้นกว่าภาษีที่จัดเก็บ ก็เป็นเสมือนการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ เช่น การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 7 ก็ทำให้คนมีเงินเหลือเพื่อจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เป็นต้น
  2. นโยบายการคลังแบบหดตัว  (Contractionary fiscal policy) คือ การที่รัฐบาลใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ภาษีที่จัดเก็บได้ หรือที่เรียกว่า งบประมาณเกินดุล ซึ่งอาจจะเลือกใช้ในยามที่เกิดปัญหาเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อรัฐบาลใช้จ่ายน้อยลง แต่เก็บภาษีมากขึ้น ก็เป็นเสมือนการดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ ก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวน้อยลงหรือหดตัว ก็จะช่วยให้เงินเฟ้อปรับลดลงได้

บทส่งท้าย

     นโยบายการเงินและนโยบายคลัง จะต้องดำเนินควบคู่กัน เพื่อช่วยกันรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงมักมีแนวทางสอดคล้ายกัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าในสถานการณ์ใดควรใช้การดำเนินการจากนโยบายจากส่วนใดมากกว่าจึงจะเหมาะสม เนื่องจากทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังต่างก็ใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจเหมือนกันก็จริง แต่มีการดำเนินการคนละภาคส่วนกัน จึงเหมาะในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ กับระยะส่งผล

0

     นอกจากตัวเลขดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจอย่าง GDP GNP NNP NI PI DPI ที่ได้เสนอไปในบทความที่แล้ว ยังมีตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆอีกหลายตัวที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในด้านต่างๆ เมื่อตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆประกาศออกมา ก็จะส่งผลต่อค่าเงินของประเทศนั้นๆโดยตรงในทันที โดยจะมีการคาดการณ์ตัวเลขที่จะประกาศก่อนล่วงหน้าโดยนักวิเคราะห์ ซึ่งตัวเลขคาดการณ์เหล่านี้ก็จะส่งผลต่อค่าเงินเช่นเดียวกัน และเมื่อมีการประกาศจริงออกมาดีหรือแย่กว่าตัวเลขคาดการณ์ ก็จะส่งผลต่อค่าเงินของประเทศนั้นๆอีกรอบหนึ่ง

     เมื่อตัวเลขเหล่านี้ประกาศ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างประเทศ และทิศทางของค่าเงินประเทศนั้นๆในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆแข็งแกร่งขึ้น จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในเชิงบวก และจะทำให้เกิดกระแสเงินลงทุนไหลเข้าจากต่างชาติ ส่งผลต่อเนื่องให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆแช็งค่าขึ้น ตามในลำดับถัดไป หรือหากตัวเลขออกมาไม่ดีก็จะส่งผลในเชิงลบ และอาจจะส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกได้

รายการตัวเลขที่เป็นตัวบ่งชี้ ที่แสดงระดับความสำคัญ และความหมาย

News-detail32

ระยะเวลาที่ตัวเลข Forecast และ Actual เริ่มส่งผลต่อค่าเงิน

  1. โดยปกติแล้วนักลงทุนจะเริ่มสนใจทิศทางของตัวเลขสัปดาห์นั้นๆตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากมีตัวเลขคาดการณ์ที่จะประกาศในสัปดาห์นั้นๆ ออกมาเรียบร้อยเกือบทั้งหมดแล้วจากทางนักวิเคราะห์ จะเป็นการรับผลกระทบในเบื้องต้น
  2. เมื่อใกล้ถึงเวลาประกาศ จะส่งผลต่อค่าเงินนั้นๆให้ผันผวนรุงแรงขึ้น ตามระดับความสำคัญของข่า) และตัวเลขคาดการณ์
  3. และสุดท้ายเมื่อมีการประกาศตัวเลขออกมาจริงๆ แตกต่างจากตัวเลขคาดการณ์หรือไม่ และก่อนประกาศนักลงทุนมีการปรับพอร์ทอย่างไร มากน้อยกว่าที่คาดการณ์ไปเท่าใดแล้วด้วย ซึ่งหากนักลงทุนมีการรับผลไปมากหรือน้อยกว่าประกาศจริง อาจส่งผลให้เกิดการ Buy on Fact หรือ Sell on Fact ได้เช่นกัน

ติดตามประกาศตัวเลขเศรษฐกิจแบบ Realtime ได้จาก Link ด้านล่าง

https://www.forexfactory.com/
ข้อดี – ออกแบบมาเพื่อแจ้งประกาศตัวเลขแบบ Realtime จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดู Actual เพื่อเทียบกับ Forecast และ Previews มีการชี้แจงข่าวเกี่ยวกับความสำคัญ ประกาศช่วงไหน ประกาศมาแบบใดจึงจะดีต่อค่าเงินนั้นๆ คือดูได้ละเอียดจริงๆ รวมทั้งมีกราฟสติติย้อนหลังของ Actual, Forecast, Previews ทำให้ทราบถึงแนวโน้มรวมถึงความแม่นยำของการ Forecast ได้ชัดเจน
ข้อเสีย – มีประกาศตัวเลขเพียงค่าเงินหลักๆของโลก จำกัดอยู่เพียง AUD, CAD, CHF, CNY, EUR, GBP, JPY, NZD, USD ในส่วนของเนื้อหานั้นก็พอมีข่าว แต่ส่วนตัวแนะนำให้อ่านจาก Bloomberg.com หรือ CNBC.com

https://www.investing.com/economic-calendar/
ข้อดี – รวบรวมประกาศตัวเลขของประเทศต่างๆทั่วโลกเกือบ 100 ประเทศ สามารถใช้หาข้อมูลด้านอื่นๆได้ดีมากๆ เนื่องจากเว็บไซต์นี้ทำมาครอบคลุมการลงทุนแทบทุกด้าน
ข้อเสีย – ด้วยความที่เว็บค่อนข้างครอบคลุม การเข้าถึงเนื้อหาที่ต้องการจึงหายาก จึงค่อนข้างใช้ยากสำหรับมือใหม่

https://tradingeconomics.com/calendar
ข้อดี – หน้าหลักใช้ดูตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลกย้อนหลังได้ดีมาก มีข้อมูลละเอียดสุดๆ พร้อมทั้งกราฟย้อนหลัง รวบรวมประกาศตัวเลขของประเทศต่างๆทั่วโลกเกือบ 135 ประเทศ เรียกว่าครอบคลุมตัวเลขของประเทศหลักๆไว้หมด
ข้อเสีย – แต่ในส่วนของหน้าดูตัวเลขอัพเดท Realtime นั้น โดยส่วนตัวยังมองว่าสู้ ForexFactory.com ไม่ได้ เนื่องจากออกแบบมาเพื่อนำเสนอข้อมูลย้อนหลังเป็นหลัก การใช้ดูอัพเดทตัวเลข Realtime จึงดูใช้ยาก และไม่ละเอียด

https://www.tradingview.com/markets/currencies/economic-calendar/
ข้อดี – รวบรวมประกาศตัวเลขของประเทศต่างๆทั่วโลกเกือบ 80 ประเทศ Interface ออกแบบมาใช้งานง่าย และเหมาะกับผู้ใช้ที่ไม่ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากนัก
ข้อเสีย
 – ออกแบบมาเพื่อดูกราฟ การประกาศตัวเลขแบบ Realtime จึงสู้เว็บ Forexfactory ไม่ได้ การชี้แจงข่าวเกี่ยวกับความสำคัญอยู่บ้าง แต่ไม่ละเอียดเท่า ForexFactory.com

เว็บไซต์ของเราที่หน้านี้ :: https://www.coolontop.com/global/
ข้อดี – มีอัพเดททั้งดัชนีหลักทรัพย์ตลาดสำคัญๆทั่วโลก รวมทั้งราคา Commodity และ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินสกุลหลักๆ เหมาะแก่การดูทิศทางตลาดในเชิงมหภาค (Global) รวมถึงทิศทางการไหลของเงินทุน (Fundflow) มีการดึงกราฟของทางTradingView.com มาใช้ ซึ่งเป็นกราฟที่ส่วนตัวคิดว่าใช้ง่ายและเครื่องมือค่อนข้างครบ
ข้อเสีย – เนื่องจากมีข้อมูลสำคัญๆที่น่าจะจำเป็นต้องดูแบบ Realtime ครบในหน้าเดียว จึงดูข้อมูลบางอย่างได้ไม่ละเอียดนักปัจจุบันยังมุ่งเน้นทำในส่วนของเนื้อหาต่างๆของการลงทุน จึงยังไม่ได้ลงในส่วนของข่าวอัพเดท จึงมีแค่ตัวเลขอัพเดทในหน้านี้

หมายเหตุ ::ข้อดี–ข้อเสีย ด้านบน เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของ Admin เท่านั้น

GDP และตัวบ่งชี้เศรษฐกิจที่สำคัญ

0
GDP

     เมื่อเศรษฐกิจดำเนินไปสิ่งที่ใช้เป็นตัวชี้วัดผลทางเศรษฐกิจของประเทศคือดัชนีต่างๆ ซึ่งดัชนีสำคัญที่รวมทุกปัจจัยในประเทศไว้อย่างครบถ้วนคงหนีไม่พ้น ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นั่นเอง นอกจากนั้นแล้วยังมีดัชนีอื่นๆที่น่าสนใจอีกเช่น GNP NNP NI PI DPI และตัวเลขปลีกย่อยทางเศรษฐกิจอีกมากมายที่ล้วนเป็นตัวบงชี้แนวโน้มการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ ดุลการค้า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนจากภาคธุรกิจ เป็นต้น

     ในส่วนของบทความนี้จะขอกล่าวแค่ตัวบ่งชี้เศรษฐกิจที่สำคัญๆอย่าง GDP GNP NNP NI PI และ DPI กันก่อน เรามาเริ่มศึกษากันเลยดีกว่า ว่าตัวเบ่งชี้เศรษฐกิจที่กล่าวมานั้นมีที่มาอย่างไร และมีความสำคัญต่อการคาดการณ์แนโน้มเศรษฐกิจอย่างไรกันบ้าง

     GDP (Gross Domestic Product)  หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” หมายถึง หมายถึง มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่คำนึงว่าผลผลิตนั้นจะผลิตขึ้นมาด้วยทรัพยากรของชาติใด คิดค้นโดย Simon Kuznets นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซีย ซึ่งได้รับรางรัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี ค.ศ.1971 โดยที่ GDP ยังสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงมาตรฐานการครองชีพของประชากรในประเทศนั้นๆ แต่ไม่สามารถใช้ชี้วัดคุณภาพชีวิตที่แท้จริงได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำของรายได้ประชากรสูง โดยมีสมการดังนี้

GDP = C + I + G + (X-M)

C = Consumption คือ การบริโภคของภาคเอกชน โดยใช้ Consumer Price Index (CPI) เป็นตัวชี้วัด
I = Investment คือ การลงทุนจากภาคเอกชน โดยใช้  Purchasing Manager Index  (PMI) เป็นตัวชี้วัด
G = Government Spending คือ รายจ่ายและการลงทุนภาครัฐ เช่น เงินเดือนของข้าราชการ รวมถึงโครงการจากภาครัฐ
Export(X) – Import(M)  คือ ตัวเลขสุทธิการ ส่งออก (Export) – นำเข้า (Import) หรืออาจจะเรียกว่า ตัวเลขดุลการค้าสุทธิ

     GNP (Gross National Product) หรือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ” หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการต่างๆขั้นสุดท้ายที่ถูกผลิตขึ้นโดยพลเมืองและทรัพยากรของประเทศนั้นๆ ภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงผลผลิตที่พลเมืองของประเทศนั้นได้ก่อให้เกิดขึ้นมาในต่างประเทศด้วย โดยไม่นับรวมกับผลผลิตของต่างชาติที่ได้ทำการผลิตขึ้นภายในประเทศนั้น ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งมีสมการดังนี้GNP = GDP + [ รายได้ของคนไทยจากต่างประเทศ – รายได้ของคนต่างประเทศในไทย ]

GNP = GDP + [ รายได้ของคนไทยจากต่างประเทศ – รายได้ของคนต่างประเทศในไทย ]

หมายเหตุ :: ในความเป็นจริงนั้น มูลค่า GNP อาจจะสูง หรือต่ำกว่า GDP ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่า รายได้ในต่างประเทศจากฝีมือของบุคคลในประเทศ สูง หรือต่ำกว่า รายได้ที่สร้างขึ้นในประเทศโดยฝีมือของชาวต่างชาติ

     NNP (Net National Product) หรือ “ผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิ” หมายถึง มูลค่ารวมในราคาตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ประชาชาติผลิตขึ้นได้ โดยใช้ปัจจัยการผลิตของประเทศ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถาวรแล้ว ซึ่งมีสมการดังนี้

NNP = GNP – ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถาวร

     NI (National Income) หรือ “รายได้ประชาชาติ” หมายถึง มูลค่าสุทธิของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ประชาชาติผลิตได้โดยใช้ทรัพยากรของประเทศ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังหักภาษีทางอ้อมสุทธิแล้ว

     ภาษีทางอ้อม หมายถึง ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากองค์การธุรกิจ เช่น ภาษีการค้า ภาษีสรรพสามิต ซึ่งองค์การธุรกิจจะผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคอีกต่อหนึ่งโดยการเพิ่มราคาสินค้าและบริการ ฉะนั้น เพื่อให้ได้ประชาชาติที่แท้จริง จึงต้องหักภาษีทางอ้อมออกจากผลิตภัณฑ์ประชาชาติสุทธิ

     ในบางครั้งรัฐบาลอาจมีการจ่ายเงินอุดหนุนให้กับบางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนจึงทำให้รายได้ที่เกิดขึ้นในการผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ดังนั้น เราจึงต้องนำรายการทั้งสองมาหักลบกันซึ่งจะเรียกว่า ภาษีทางอ้อมหักเงินอุดหนุน จึงทำให้ตัวเลข NI มีสมการดังนี้

NI = NNP – (ภาษีทางอ้อม + เงินอุดหนุน)

     PI (Personal Income) หรือ “รายได้ส่วนบุคคล” หมายถึง รายได้ที่ครัวเรือนได้รับจริงก่อนหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งรายได้ที่ว่านี้จะต้องเป็นรายได้ที่ถูกหักค่าตอบแทนของปัจจัยการผลิต หรือกำไรที่ธุรกิจกันไว้บางส่วนเพื่อขยายกิจการ บวกด้วยเงินโอนต่างๆของรัฐบาลที่จ่ายให้แก่ผู้ได้รับความช่วยเหลือหรือบริจาคหรือการยกทรัพย์สินให้กัน ซึ่งมีสมการดังนี้

PI = NI – รายได้บางส่วนที่ไม่ได้ตกถึงบุคคลธรรมดา + เงินโอนต่างๆ

     DPI (Disposable Personal Income) หรือ “รายได้ส่วนบุคคลหลังหักภาษี” หมายถึง รายได้ทั้งหมดที่ครัวเรือนได้รับมา (PI) ส่วนหนึ่งจะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล (Personal income tax) ที่เหลือจึงจะสามารถนำไปใช้จ่ายได้ รายได้ชนิดนี้แสดงถึงอำนาจซื้อ (Purchasing power) ที่แท้จริงของประชาชน รวมทั้งความสามารถในการออมด้วย

DPI = PI – ภาษีเงินได้

     หวังว่าเนื้อหาในบทความนี้จะทำให้นักลงทุนที่สนใจทราบและเข้าใจถึงระดับความสำคัญของตัวบ่งชี้เศรษฐกิจที่สำคัญได้มากขึ้น เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และสามารถคาดการณ์แนวโน้มหรือทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อนำไปปรับกลยุทธในการลงทุนได้อย่างเหมาะสม เนื่องด้วยแต่ละช่วงของเศรษฐกิจนั้น มีความน่าสนใจในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างกัน ซึ่งสามารถดูเพิ่มเติมได้ในบทความ การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) และในบทความถัดไปจะกล่าวถึงความสำคัญของตัวเลขอื่นๆที่มีความสำคัญรองลงมา

เราสามารถดูตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆของไทยและของประเทศอื่นๆ ได้จากลิงค์ด้านล่างนี้

https://tradingeconomics.com/

Stochastic %K %D

0
Example-Stochastic

     Stochastic oscillator (STO) เป็นเครื่องมือที่มักใช้ในเชิงเก็งกำไรระยะสั้น รวมทั้งตลาด Sideway ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนามาโดย Dr. George C. Lane โดยมีหลักการว่า ถ้าหากราคาเริ่มจะมีการปรับเปลี่ยนแนวโน้ม Stochastic ก็จะเกิดสัญญาณออกมาในรูปของการเคลื่อนตัวของ %K และ %D ซึ่งจะมีการใช้เส้น Overbought(OBL=80) – Oversold(OSL=20) ในการดูแนวโน้มประกอบ รวมทั้งการดูแนวรับ-แนวต้านเดิม

หลักการช่วยจำ :: โฟกัสที่ %K เป็นหลัก ในการดูแนวโน้ม

หลักการใช้งาน

  • โฟกัสที่ %K เมื่อตัดกับ %Dเมื่อ %K ตัด %D ขึ้น เป็นการแสดงสัญญาณ ซื้อและเมื่อ %K ตัด %D ลง เป็นการแสดงสัญญาณ ขาย
  • ดูระดับ Overbought(80) – Oversold(20)เมื่อ %K อยู่เหนือเส้น Overbought(80) จะเป็นสัญญาณ ขาย เนื่องจากมีการซื้อมากเกินไปและเมื่อ %K อยู่ใต้เส้น Oversold(20) จะเป็นสัญญาณ ซื้อ เนื่องจากมีการขายมากเกินไป
  • หาสัญญาณขัดแย้ง Divergenceหากเกิด Bearish Divergence จะเป็นสัญญาณ ขายหากเกิด Bullish Divergence จะเป็นสัญญาณ ซื้อ
  • ควรใช้ร่วมกับแนวรับ-แนวต้าน