ความเสี่ยงในการลงทุน

0
Risk

     ความเสี่ยงในการลงทุน (Investment Risk) เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในการลงทุน เมื่อต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น ก็ต้องชดเชยด้วยการรับความเสี่ยงที่มากขึ้นเช่นกัน (High Risk High Expected Return)

     ความเสี่ยง จึงเป็น ตัวแปร หรือ ปัจจัย ที่อาจเข้ามากระทบ ซึ่งส่งผลให้ผลตอบแทนที่ได้ในการลงทุนจริง คลาดเคลื่อนไปจากที่คาดหวัง โดยที่ความเสี่ยงในการลงทุนนั้น อาจส่งผลในเชิงลบ หรือเชิงบวกก็ได้เช่นกัน

     นักลงทุนทุกคนจึงต้องเรียนรู้ว่า จะต้องเจอกับความเสี่ยงประเภทใดบ้างในการลงทุน เพื่อที่จะสามารถเตรียมตัวรับมือ รวมทั้งบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในการลงทุนใกล้เคียงกับที่คาดหวังหรือมากกว่า ตามเงื่อนไขของนักลงทุนแต่ละคน

ความเสี่ยงในการลงทุน จำแนกออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

  • ความเสี่ยงจากตัวบุคคล (Personal Risk) เป็นความเสี่ยงเฉพาะตัวที่เกิดจากผู้ลงทุนเอง ประกอบด้วยความเสี่ยงต่างๆ ดังนี้
    • ความเสี่ยงด้านความสัมพันธ์กับคนอื่น (Relationship Risk)
    • ความเสี่ยงด้านหนี้สิน (Liability Risk)
    • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย (Safety Risk)
    • ความเสี่ยงด้านทรัพย์สิน (Property or Asset Risk)
    • ความเสี่ยงด้านการเงินหรือการลงทุน (Financial / Investment Risk)
    • ความเสี่ยงด้านสุขภาพ (Health Risk)
    • ความเสี่ยงด้านอาชีพการงาน (Employment Risk)
    • ความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อม (Environmental Risk)
  • ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk) เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ และมีผลกระทบกับทั้งตลาดในทิศทางความสัมพันธ์เดียวกัน ประกอบด้วยความเสี่ยงต่างๆ ดังนี้
    • ความเสี่ยงเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ (Market risk) คือ ความเสี่ยงที่จะสุญเสียเงินลงทุน จากการเปลี่ยนแปลง Demand และ Supply ของตลาดโดยรวม ซึ่งจะส่งผลต่อราคาไปในทิศทางเดียวกัน
    • ความเสี่ยงในอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงจากการลงทุน (Risk free change)
    • ความเสี่ยงในอำนาจซื้อหรือภาวะเงินเฟ้อ (Purchasing power risk or Inflation Risk)คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอำนาจซื้อ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากอัตราภาวะเงินเฟ้อ หรือ เงินฝืด
  • ความเสี่ยงที่ไม่เป็นเชิงระบบ (Unsystematic Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเฉพาะกิจการหนึ่ง หรือ อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้วจะมีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ของธุรกิจนั้น ไม่มีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์อื่นในตลาด ประกอบด้วยความเสี่ยงต่างๆ ดังนี้
    • ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) หมายถึง โอกาสที่ผู้ลงทุนจะเสียรายได้และเงินลงทุน หากบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ไม่มีเงินชำระหนี้อาจทำให้บริษัทถึงกับล้มละลาย
    • ความเสี่ยงทางการบริหาร (Management Risk) เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการบริหารงานของผู้บริหาร เช่น ความผิดพลาดของผู้บริหาร และการธุรกิจของผู้บริหาร
    • ความเสี่ยงทางอุตสาหกรรม (Industry Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากแรงผลักดันบางอย่าง ที่ทำให้ผลตอบแทนของธุรกิจทุกแห่งในอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันหรือบางอุตสาหกรรมถูกกระทบกระเทือน

Parabolic SAR

0
Paraboric-SAR

     Parabolic SAR โดยที่ SAR ย่อมาจาก Stop And Reverse เป็นสัญญาณทางเทคนิคที่มีลักษณะเป็นจุดหลายๆจุดเรียงต่อกัน ค่อนข้างใช้งานง่ายสำหรับนักเทคนิคมือใหม่ เหมาะในการยืนยันแนวโน้มเป็นหลัก จึงไม่เหมาะในใช้เพื่อเปิด Order เพื่อซื้อ-ขาย เช่นเดียวกับสัญญาณ ADX ซึ่งถูกพัฒนาโดย J. Welles Wilder เช่นเดียวกัน เขาเป็นอดีตวิศวกรชาวอเมริกันและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เขายังเป็นผู้พัฒนาสัญญาณ Relative Strength Index (RSI) และ Average True Range (ATR) อีกด้วย

      Parabolic SAR เหมาะใช้ในช่วงที่สัญญาณชัดเจนประกอบกับ Timeframe ใหญ่เป็นหลัก ในช่วงที่แนวโน้มเป็น Sideway หรือหากใช้ใน Timeframe สั้น อาจเกิดสัญญาณหลอก (False signal) บ่อยครั้ง

หลักการใช้งานสัญญาณ Parabolic SAR

  1. เมื่อ จุด ดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าระดับราคาจะยืนยันแนวโน้มขาขึ้น
  2. เมื่อ จุด ดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าระดับราคาจะยืนยันแนวโน้มขาลง

หมายเหตุ :: จุด จะเปลี่ยนฝั่งเมื่อราคาเข้าใกล้หรือชนจุดไข่ปลาดังกล่าว เมื่อจบแท่งนั้นๆ

Average Directional Index (ADX)

0
ADX

     Average Directional Index (ADX) เป็นตัวบ่งชี้ความแข็งแกร่งของแนวโน้ม จึงเหมาะวิเคราะห์แนวโน้มในระยะกลางมากกว่าใช้เพื่อเปิด Order ซื้อ-ขาย ถูกพัฒนาขึ้นโดย J. Welles Wilder อดีตวิศวกรชาวอเมริกันและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้พัฒนา Relative Strength Index (RSI), Parabolic SAR รวมทั้ง Average True Range (ATR) เขาอธิบายหลักการใช้ ADX ในหนังสือชื่อ “New Concept in Technical Trading Systems” ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1978 และกลายเป็น Indicator อีกตัวหนึ่งที่นักเทคนิคอลใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

การใช้ ADX วิเคราะห์แนวโน้ม จะใช้เส้น 3 เส้นในการวิเคราะห์ ดังนี้

  1. เส้น Average Directional Index (ADX) ใช้ยืนยันแนวโน้ในขณะนั้น
  2. เส้น Positive Directional Indicator (DI+) เป็นตัวบ่งชี้ทิศทาง ขาขึ้น
  3. เส้น Negative Directional Indicator (DI-) เป็นตัวบ่งชี้ทิศทาง ขาลง

การใช้ ADX วิเคราะห์แนวโน้ม จะใช้เส้น 3 เส้นในการวิเคราะห์ ดังนี้

  1. DI+ ตัดขึ้นเหนือเส้น DI- จะเริ่มยืนยันแนวโน้มขาขึ้น เมื่อระยะห่างมากขึ้นแนวโน้มจะยิ่งชัดเจน
  2. DI- ตัดขึ้นเหนือเส้น DI+ จะเริ่มยืนยันแนวโน้มขาลง เมื่อระยะห่างมากขึ้นแนวโน้มจะยิ่งชัดเจน
  3. ADX < 20 ราคามักจะอยู่ในช่วง Sideway
  4. ADX > 20 มากเท่าใด จะยืนยันแนวโน้มเท่านั้น

การเลือกใช้ Timeframe

0
Timeframe-Hourglass

     “เราควรเลือกใช้ Timeframe ไหนในการดูกราฟ” เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับนักเทคนิคมือใหม่ หากเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแบบพื้นๆ มักจะใช้การวิเคราะห์จากบนลงล่าง (Top-Down approach) หมายถึง การดูภาพรวมเศรษฐกิจโลกรวมถึงประเทศที่เราสนใจก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงไล่ลงมาเพื่อหาอุตสาหกรรมที่เราสนใจ โดยใช้การคาดการณ์ผลตอบแทน ความเสี่ยง และช่วงระยะเวลาที่สนใจลงทุน เป็นหลัก  แล้วจึงไล่ลงมาดูว่าบริษัทใดในอุตสาหกรรมนั้นๆที่น่าลงทุนที่สุดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก่อนหน้า

     การดูกราฟทางเทคนิคก็เช่นกัน เมื่อเราเริ่มศึกษากราฟของอะไรสักอย่างเพื่อจะวิเคราะห์แนวโน้ม ไม่ว่าจะเป็นหลักทรัพย์(หุ้น) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา โลหะมีค่า หรือจะเป็นสินค้าทางการเกษตรก็ตามแต่ นักลงทุนควรไล่ดูกราฟจาก Timeframe ใหญ่ก่อน แล้วจึงค่อยลงมาดูใน Timeframe ที่เล็กกว่า ซึ่งจะมีขั้นตอนคร่าวๆดังนี้

Gold-Big-Timeframe
  1. ดูกราฟราย Year และ Month ก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อให้ทราบว่าสิ่งที่เรากำลังสนใจอยู่นี้มีแนวโน้มหลักเป็นเช่นไร ขึ้นหรือลง รวมทั้งตีเส้นแนวรับ-แนวต้านสำคัญจากเส้นแนวนอน (Horizontal Line) และเส้นแนวโน้ม (Trend Line) ไว้เพื่อคอยเตือนเมื่อราคาเข้าใกล้ระดับราคาที่มีนัยสำคัญ (ดังเช่นในรูปด้านบนนี้)
  2. ไล่ลงมาดูกราฟ Week และ Day ตามลำดับ เพื่อให้ทราบว่าแนวโน้มในปัจจุบัน ยังสอดคล้องกับแนวโน้มใหญ่หรือไม่
  3. สุดท้ายหาระดับราคาเพื่อส่งคำสั่งซื้อ-ขาย จุดนี้แหละที่นักลงทุนแต่ละกลุ่มควรจะเริ่มสนใจใน Timeframe ที่ต่างกัน โดยจะแบ่งคร่าวๆตามระยะเวลาการลงทุนดังนี้
  • เก็งกำไรภายในวัน ควรดูราย 5min – 15min
  • เก็งกำไรภายในสัปดาห์ ควรดูราย 30min – 1Hour
  • เก็งกำไรช่วง 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ควรดูราย 1Hour – Hours
  • ในกรณีที่ซื้อลงทุนมากกว่า 1 เดือน ควรดูราย Day ขึ้นไป

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

  1. ยิ่ง Timeframe สั้นเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสเจอสัญญาณหลอก (False Signal) มากเท่านั้น
  2. เน้นสีแนวรับแนวต้านใหญ่ ให้มีความเด่นชัดกว่าเส้นแนวรับแนวต้านย่อย เพื่อช่วยในการวิเคราะห์
  3. เปิด Order ตามเทรนใหญ่เป็นหลัก เนื่องจากการเปิด Order สวนเทรนใหญ่เพื่อเก็งกำไรระยะสั้นมีความเสี่ยงสูง
  4. แนวโน้มเปลี่ยนได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน จึงต้องศึกษาและติดตามปัจจัยพื้นฐานด้วย

Timeframe ที่แนะนำในบทความนี้เป็นเพียงการแนะนำเบื้องต้น เนื่องจากนักลงทุนมีเทคนิคในการใช้ต่างกันจากประสบการณ์ ความถนัด รวมทั้งการประยุกต์ใช้งาน