เส้น MA เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาย้อนหลังในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เพื่อปรับราคาที่ผันผวนให้ราบเรียบ โดยเส้น MA สามารถใช้ในการหาจุดแนวรับ-แนวต้านได้ในช่วงระยะเวลาต่างๆ เส้น MA ที่มี Period ยาวจะให้แนวรับ-แนวต้านที่แข็งแกร่งกว่าช่วงเวลาสั้น
Simple Moving Average (SMA):
การคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนดอย่างเท่ากัน เป็นเส้น MA พื้นฐานที่นักลงทุนใช้กันมากที่สุด
Exponential Moving Average (EMA):
การคำนวณค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักมากขึ้นกับข้อมูลล่าสุด ซึ่งช่วยให้นักลงทุนได้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของราคาที่รวดเร็วกว่าการใช้ SMA
เป็นค่าเฉลี่ยที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลราคาล่าสุดมากกว่าช่วงเวลาก่อนหน้า ทำให้ EMA มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากกว่า SMA ส่งผลให้ EMA สามารถส่งสัญญาณได้รวดเร็วกว่า แต่ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดสัญญาณหลอกมากขึ้น
EMA เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างรวดเร็ว และเมื่อต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วต่อแนวโน้มใหม่ที่เกิดขึ้น
แต่โดยปกติแล้วนักลงทุนที่ซื้อขายระยะสั้น จะมีแนวโน้มที่จะใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period โดยเฉลี่ย สั้นกว่านักลงทุนที่ซื้อขายระยะกลางถึงยาว เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period หรือช่วงเวลาสั้นนั้น ค่าจะเปลี่ยนแปลงไวกว่าเส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period ยาวกว่า เนื่องจากมีตัวหารน้อยนั่นเอง เมื่อค่าเปลี่ยนไปไม่มากก็เพียงพอแล้วที่ค่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
การใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยในทางปฏิบัติ
หาจุดตัด (Crossovers)
เมื่อราคากลับมาเป็นแนวโน้มขาขึ้น เส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period สั้นกว่าจะตัดเส้นที่มี Period ยาวกว่า เนื่องจากราคาพึ่งปรับตัวขึ้นมา การตัดในลักษณะนี้จะเรียกว่า Golden Cross ซึ่งจะใช้เป็นจุด Buy
เมื่อราคากลับมาเป็นแนวโน้มขาลง เส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period สั้นกว่าจะตัดเส้นที่มี Period ยาวกว่า เนื่องจากราคาพึ่งปรับตัวลงไป การตัดในลักษณะนี้เรียกว่า Death Cross ซึ่งจะใช้เป็นจุด Sell
หาแนวรับ (Support) – แนวต้าน (Resistance)
นอกจากเส้น MA จะใช้หาจุดตัดเพื่อคาดการณ์แนวโน้มแล้ว ยังสามารถใช้เพื่อหาแนวรับ-แนวต้านได้ด้วย โดยเมื่อราคาเคลื่อนตัวขึ้นหรือลง ย่อมต้องเคลื่อนตัวผ่านเส้น MA ใน Period ต่างๆ และในขณะที่ราคาเคลื่อนตัวมาแตะเส้นค่าเฉลี่ยนั้น นั่นแหละคือแนวรับและต้านของราคา ซึ่งจะส่งผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุน ยิ่งเป็นเส้น Period ยาวก็จะยิ่งผ่านยาก แต่ถ้าหากผ่านได้ ก็จะเป็นการ Confirm Trend นั้นๆมากขึ้นด้วย
คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้งานเส้นค่าเฉลี่ย
เส้น MA นั้นจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อเมื่อใช้ใน Timeframe ที่เส้น MA มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญมากๆ ยิ่งมีนัยยะสำคัญมากเท่าใดยิ่งสามารถใช้งานได้ดีเท่านั้น (ยิ่งเส้น MA ใดที่เคยเป็นแนวรับ-แนวต้านสำคัญๆใน Timeframe ใดนานๆ จะทำให้เส้น MA นั้นมีนัยยะมากขึ้นตามไปด้วย ณ Timeframeนั้นๆ และโดยปกติเส้น MA ที่มี Peroid ยาวๆมักจะเป็นแนวรับ-แนวต้านที่สำคัญมากกว่าเส้น MA ที่มี Peroid สั้นๆ) ดังนั้นการใช้งานเส้น MA นั้นเราอาจเรียกเรียกได้ว่าเป็นการไล่ตามหาว่าเราควรใช้ MA เท่าไหร่ใน Timeframe ใด ที่จะทำให้ผลการคาดการณ์ออกมามีความน่าเชื่อถือที่สุด
เลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมกับ Timeframe และสภาพตลาด เนื่องจากตลาดที่มีความผันผวนอาจต้องการเส้น EMA ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ตลาดที่มีความเสถียรอาจเหมาะกับการใช้ SMA
ระวังการเกิดสัญญาณหลอก โดยเฉพาะเมื่อใช้งาน EMA หรือ WMA ซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา
ข้อควรระวังในการใช้เส้นค่าเฉลี่ย
การใช้เส้น MA อาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้หากไม่พิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีการสวิงราคาบ่อยครั้ง นักลงทุนควรใช้เส้น MA ควบคู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุน
สรุปเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average)
เส้น MA นั้นจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อเมื่อใช้ใน Timeframe ที่เส้น MA มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญมากๆ ยิ่งมีนัยยะสำคัญมากเท่าใดยิ่งสามารถใช้งานได้ดีเท่านั้น (ยิ่งเส้น MA ใดที่เคยเป็นแนวรับ-แนวต้านสำคัญๆใน Timeframe ใดนานๆ จะทำให้เส้น MA นั้นมีนัยยะมากขึ้นตามไปด้วย ณ Timeframeนั้นๆ และโดยปกติเส้น MA ที่มี Peroid ยาวๆมักจะเป็นแนวรับ-แนวต้านที่สำคัญมากกว่าเส้น MA ที่มี Peroid สั้นๆ) ดังนั้นการใช้งานเส้น MA นั้นเราอาจเรียกเรียกได้ว่าเป็นการไล่ตามหาว่าเราควรใช้ MA เท่าไหร่ใน Timeframe ใด ที่จะทำให้ผลการคาดการณ์ออกมามีความน่าเชื่อถือที่สุด