แนวรับ-แนวต้าน ทางจิตวิทยา

0

     แนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยา อาจเรียกได้ว่าเป็นอุปทานหมู่ในเรื่องราคาซึ่งมักจะเป็นตัวเลขในหลักถ้วนๆ เช่น 5, 10, 50,  100, 500 หรือ 1,000 เป็นต้น ซึ่งสาเหตุหลักๆน่าจะเกิดจากการซื้อขายในหลักถ้วนๆเพื่อความง่ายต่อการทำรายการซื้อขาย และสาเหตุอีกส่วนคือเรื่องของความกลัวและความกล้าในการซื้อขายด้วย เพราะความกลัวและความกล้าดังกล่าวจะส่งผลต่อการเข้าซื้อและขาย จึงทำให้ระดับราคาที่เป็นหลักถ้วนๆดังกล่าวมีการพักตัวจาก Demand และ Supply ที่มาบรรจบกันที่แนวรับแนวต้าน

     อาจต้องใช้ควบคู่กับจำนวนคนที่รอซื้อ-ขาย (Volume) ในการตั้งราคาเพื่อซื้อ-ขายหากใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์(หุ้น) เนื่องจากหากเราคิดว่าราคาไม่น่าจะหลุดแนวรับเราควรจะซื้อราคาที่เหนือแนวรับขึ้นมาเล็กน้อย และในเวลาขายก็ควรขายราคาที่ต่ำกว่าแนวต้านลงมาเล็กน้อยหากคาดว่าไม่น่าผ่านแนวต้านดังกล่าว ซึ่งโดยปกติแล้ว ณ ระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยานั้นจะมี Volume อยู่จำนวนมากแทบทุกครั้ง

แนวรับแนวต้านทางจิตวิทยา
กราฟแสดงแนวรับแนวต้านทางจิตวิทยาของราคาทองคำ โดยเส้นสีแดงหมายถึงแนวที่สำคัญมาก เส้นสีส้มหมายถึงแนวที่สำคัญรองลงมาในหลัก 100 ส่วนเส้นสีเทาเป็นแนวที่ลงท้ายด้วยเลข 50

รูปแบบการกลับตัวของแท่งเทียน (CandleStick Pattern)

0
Candlestick-cheat-sheet

     การที่ราคามีการปรับตัวขึ้นสูงเกิน หรือลงต่ำเกินกว่าความเป็นจริง ราคามักปรับตัวสู่จุดราคาดุลยภาพโดยการกลับตัว ซึ่งการคาดการณ์จุดต่ำสุดและจุดสูงสุดในแต่ละคลื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่ CandleStick Pattern นี้เองที่จะเข้ามาช่วยในการคาดการณ์จุดต่ำสุงและสูงสุดนี้ได้อย่างคร่าวๆ เพื่อให้เราสามารถปรับพอร์ทการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     โดยปกติแล้วการกลับตัวมักจะเกิดขึ้นบริเวณแนวรับหรือแนวต้าน เมื่อราคามีการปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับดังกล่าว และมักมีการพักตัว ณ ระดับราคานี้นานกว่าช่วงที่ไม่ได้ผ่านระดับที่เป็นแนวรับแนวต้าน อาจกล่าวได้ว่า CandleStick Pattern เป็นรูปแบบที่มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยเมื่อราคาทดสอบระดับราคาที่มีนัยยะสำคัญ และหากไม่สามารถทะลุแนวต้าน หรือหลุดแนวรับลงไปได้จริงๆ ราคามักจะเกิดการกลับตัว และมักจะอยู่ในรูปแบบ CandleStick Pattern นี้เอง

CandleStick-Pattern

     รูปแบบการกลับตัวนั้นจำแนกออกได้หลักๆ คือ การกลับตัวลง และการกลับตัวขึ้น ในแต่ละรูปแบบ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่การกลับทิศทางในรูปแบบที่ต่างกันและชื่อเรียกที่ต่างกันสังเกตุได้จาก Hammer และ Falling Star แต่ในการใช้งานจริงนั้นเป็นเรื่องยากที่จะสามารถจำรูปแบบของการกลับตัวทั้งหมดได้ โดยเฉพาะนักเทคนิคมือใหม่ จึงแนะนำจำเพียงตัวหลักๆที่สามารถบเจอได้บ่อย ดังเช่นตัวอย่างในรูปถัดไปนี้ก่อน เนื่องจากสามารถพบเจอได้บ่อย และรูปแบบก็ค่อนข้างจะจดจำง่าย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในการมองหาจุดตัวในแต่ละคลื่น

     ซึ่งเราจะใช้เวลาสั้นลงและมองเห็นรูปแบบต่างๆได้ไวขึ้น เมื่อเรามีประสบการณ์ในการดูกราฟที่มากขึ้น รวมทั้งสามารถจำรูปแบบในการกลับตัวได้อย่างครบถ้วน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องใช้ควบคู่ไปกับการดูแนวรับแนวต้านด้วย เนื่องจากจะทำให้เราสามารถใช้งาน Candlestick Pattern ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวรับ-แนวต้าน

0
แนวรับแนวต้านทางจิตวิทยา
กราฟแสดงแนวรับแนวต้านทางจิตวิทยาของราคาทองคำ โดยเส้นสีแดงหมายถึงแนวที่สำคัญมาก เส้นสีส้มหมายถึงแนวที่สำคัญรองลงมาในหลัก 100 ส่วนเส้นสีเทาเป็นแนวที่ลงท้ายด้วยเลข 50

     แนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) เป็นแนวคิดสำคัญในการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้นหรือสินทรัพย์ต่าง ๆ การหาจุดเหล่านี้มีหลายวิธี ซึ่งบทความนี้จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นแนวนอน (Horizontal Line), เส้นแนวโน้ม (Trend Line), และเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average – MA) พร้อมทั้งเพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

แนวรับ (Support) และ แนวต้าน (Resistance) คืออะไร?

แนวรับ (Support):

  • เป็นระดับราคาที่มักจะทำให้ราคาหยุดลงไม่ต่ำไปกว่านี้เพราะมีแรงซื้อเพิ่มขึ้น ราคามักกลับตัวขึ้นเมื่อแตะระดับนี้หลายครั้ง

แนวต้าน (Resistance):

  • เป็นระดับราคาที่มักทำให้ราคาหยุดขึ้นไม่สูงไปกว่านี้เพราะมีแรงขายเพิ่มขึ้น ราคามักกลับตัวลงเมื่อแตะระดับนี้หลายครั้ง

นักลงทุนสามารถวิเคราะห์แนวรับและแนวต้านจากกราฟราคาในอดีต และเมื่อราคาผ่านแนวรับ แนวต้านไปแล้ว จะเกิดปรากฏการณ์ที่แนวรับเดิมกลายเป็นแนวต้าน และแนวต้านเดิมกลายเป็นแนวรับ

วิธีการหาแนวรับ-แนวต้าน

เส้นแนวนอน (Horizontal Line)

เส้นแนวนอนเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดสำหรับการหาจุดแนวรับและแนวต้าน นักลงทุนใช้ดูที่ระดับราคาที่เป็นจุดต่ำสุด (Low) และจุดสูงสุด (High) ของกราฟ โดยเฉพาะจุดที่ราคาเคยหยุดพักตัวหลายครั้ง เช่น จุด Low และ High ในกรอบเวลาที่สำคัญ เส้นแนวนอนนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะสามารถมองเห็นและตีความได้ง่าย

เส้นแนวโน้ม (Trend Line)

เส้นแนวโน้มช่วยให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์ทิศทางราคาในระยะยาวได้ โดยเส้นแนวโน้มที่ขาขึ้น (Uptrend) จะเกิดจากการเชื่อมต่อจุด Low ของราคาหลายจุด ส่วนเส้นแนวโน้มขาลง (Downtrend) จะเกิดจากการเชื่อมต่อจุด High ของราคา การใช้เส้นแนวโน้มในการหาจุดแนวรับ-แนวต้านนั้นจำเป็นต้องมีประสบการณ์มากกว่าเส้นแนวนอน เนื่องจากต้องตีกรอบของราคาเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างจุดต่างๆ

เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average – MA)

เส้น MA เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาย้อนหลังในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เพื่อปรับราคาที่ผันผวนให้ราบเรียบ โดยเส้น MA สามารถใช้ในการหาจุดแนวรับ-แนวต้านได้ในช่วงระยะเวลาต่างๆ เส้น MA ที่มี Period ยาวจะให้แนวรับ-แนวต้านที่แข็งแกร่งกว่าช่วงเวลาสั้น

Simple Moving Average (SMA):

การคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนดอย่างเท่ากัน เป็นเส้น MA พื้นฐานที่นักลงทุนใช้กันมากที่สุด

Exponential Moving Average (EMA):

การคำนวณค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักมากขึ้นกับข้อมูลล่าสุด ซึ่งช่วยให้นักลงทุนได้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของราคาที่รวดเร็วกว่าการใช้ SMA

การใช้ Fibonacci และ Volume ในการหาแนวรับ-แนวต้าน

นอกเหนือจากการใช้เส้นแนวนอนและเส้นแนวโน้ม นักลงทุนยังสามารถใช้เครื่องมือเช่น Fibonacci Retracement เพื่อหาจุดแนวรับ-แนวต้านในทิศทางการเคลื่อนที่ของราคา Fibonacci ช่วยให้คาดการณ์จุดกลับตัวได้แม่นยำขึ้นเมื่อราคาเข้าสู่ระดับสำคัญ เช่น 38.2%, 50%, และ 61.8% ของการเคลื่อนไหวของราคา

Volume (ปริมาณการซื้อขาย) ยังช่วยในการยืนยันจุดแนวรับ-แนวต้านได้ โดยหากพบว่ามีปริมาณการซื้อขายสูงในช่วงแนวรับหรือแนวต้าน จะเป็นสัญญาณว่าจุดนั้นเป็นจุดสำคัญที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ

แนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยา

ระดับราคาเช่น 1,000, 10,000, หรือ 50,000 เป็นระดับที่นักลงทุนมักมองว่าเป็นจุดที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยา เนื่องจากเป็นตัวเลขที่กลมและสวย ทำให้นักลงทุนหลายคนมองว่าราคาจะกลับตัวที่จุดนี้ สิ่งนี้เรียกว่าแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยา

การประยุกต์ใช้งานในการซื้อขาย

เมื่อใช้งานแนวรับ-แนวต้าน นักลงทุนสามารถกำหนดจุดเข้าซื้อและขายทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น:

  • หากราคาตกลงมาถึงแนวรับที่แข็งแกร่งและเริ่มกลับตัว นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อในจุดนั้น
  • หากราคาขึ้นไปแตะถึงแนวต้านและมีสัญญาณการกลับตัวลง นักลงทุนอาจพิจารณาขายทำกำไร

คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้งานแนวรับ-แนวต้าน

  • การยืนยันแนวรับ-แนวต้าน: ควรใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น เส้น MA หรือกราฟแท่งเทียนเพื่อยืนยันการเคลื่อนที่ของราคา
  • การตั้งค่า Stop Loss: เมื่อทำการซื้อหรือขายที่แนวรับ-แนวต้าน ควรตั้งค่า Stop Loss ไว้เสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้าน

การใช้งานแนวรับ-แนวต้านในการวิเคราะห์ทางเทคนิคช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจซื้อ-ขายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

เส้นค่าเฉลี่ย ที่คนมองข้าม (Moving Average)

0
Moving Average
Moving Average

     เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average หรือ MA) เป็นหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสามารถช่วยให้การวิเคราะห์แนวโน้มราคามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการทำให้ข้อมูลราคาเรียบง่ายขึ้นเพื่อลดความผันผวนของข้อมูลในช่วงสั้นๆ ทำให้สามารถมองเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งช่วยลดความ “bias” หรืออคติจากราคาที่มีการสวิงตัวรุนแรงทั้งขึ้นและลงในระยะสั้นๆ ได้

ประเภทของเส้นค่าเฉลี่ย

Simple Moving Average (SMA):

  • เป็นการคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาตลาดในช่วงเวลาที่กำหนด โดยให้น้ำหนักเท่ากันในทุกจุดข้อมูล ทำให้ SMA มีความราบเรียบมากขึ้นและส่งสัญญาณช้ากว่า แต่มีข้อดีคือสามารถลดการเกิดสัญญาณหลอกได้มากกว่า
  • SMA เหมาะสำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มที่มีความยาวช่วงมาก เช่น การวิเคราะห์แนวโน้มในระยะยาวหรือเพื่อหาความเสถียรของแนวโน้ม

Exponential Moving Average (EMA):

  • เป็นค่าเฉลี่ยที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลราคาล่าสุดมากกว่าช่วงเวลาก่อนหน้า ทำให้ EMA มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากกว่า SMA ส่งผลให้ EMA สามารถส่งสัญญาณได้รวดเร็วกว่า แต่ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดสัญญาณหลอกมากขึ้น
  • EMA เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างรวดเร็ว และเมื่อต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วต่อแนวโน้มใหม่ที่เกิดขึ้น

Weighted Moving Average (WMA):

  • WMA ให้น้ำหนักกับราคาที่อยู่ในช่วงเวลาล่าสุดมากกว่า โดยราคาที่อยู่ใกล้ช่วงปัจจุบันจะได้รับน้ำหนักมากกว่าราคาที่อยู่ในช่วงเวลาก่อนหน้า ซึ่งทำให้ WMA มีความสามารถในการติดตามแนวโน้มราคาที่รวดเร็วกว่า SMA แต่มีความราบเรียบน้อยกว่า
  • WMA เหมาะสำหรับการใช้งานในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวราคาอย่างรวดเร็ว หรือเมื่อผู้ลงทุนต้องการเน้นการวิเคราะห์แนวโน้มที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ

Hull Moving Average (HMA):

  • HMA เป็นเส้นค่าเฉลี่ยที่มีการคำนวณที่ซับซ้อนกว่าค่าเฉลี่ยแบบอื่นๆ โดยใช้สูตรการคำนวณที่ลดความล่าช้า (lag) และความผันผวนลง ทำให้สามารถติดตามแนวโน้มราคาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่า EMA และ WMA
  • HMA เหมาะสำหรับการใช้งานในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างรวดเร็ว และเมื่อผู้ลงทุนต้องการติดตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง

เส้นค่าเฉลี่ยที่นิยมใช้ (EMA & SMA)

     กราฟด้านบนแสดงการเปรียบเทียบเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันของราคาทองคำ ซึ่งแสดงให้เห็นการเคลื่อนตัวของเส้น EMA (สีแดง) ซึ่งให้น้ำหนักกับราคา ณ ปัจจุบันมากกว่า เส้นจึงมีการเคลื่อนตัวตอบสนองต่อราคา ณ ปัจจุบันไวกว่าเส้น SMA (สีน้ำเงิน) ซึ่งมีความราบเรียบกว่า แต่ในบทความนี้ในกราฟลำดับถัดไปจะขอแสดงแต่เพียงเส้น EMA เนื่องจากเป็นที่นิยมกว่า และโดยส่วนตัวก็มองว่ามีประสิทธิภาพในการคาดการณ์แนวโน้มกว่าด้วย

การตั้งค่าช่วงระยะเวลา (Period) ของเส้นค่าเฉลี่ย

     สำหรับ Period (ช่วงระยะเวลา) ของ MA ที่จะนำมาวิเคราะห์ โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเซ็ตช่วงเวลาดังกล่าวเป็นค่ามาตรฐาน คือ 5(ค่าเฉลี่ยสัปดาห์) 10(ค่าเฉลี่ยครึ่งเดือน) 25(ค่าเฉลี่ยเดือน) 75(ค่าเฉลี่ยไตรมาส) และ 200(ค่าเฉลี่ยปี) ซึ่งค่าดังกล่าวเมื่อเราเปลี่ยน Timeframe จากชั่วโมงเป็นวัน หรือวันเป็นสัปดาห์ หน่วยของช่วงเวลาก็จะเปลี่ยนไปทั้งหมด เช่นเดิมเราดูที่ 200 วัน เมื่อเราเปลี่ยน Timeframe ของกราฟจากวันเป็นสัปดาห์ ค่าเฉลี่ยดังกล่าวก็จะกลายเป็นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์โดยอัตโนมัติ

     ช่วง Peroid ที่ยกตัวอย่าง 5 10 25 75 และ 200 เป็นเพียงค่ามาตรฐาน  นักลงทุนอาจจะเลือกใช้แค่ 50 กับ 200 หรือแค่ 5 กับ 10 ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชอบส่วนตัว ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป

     แต่โดยปกติแล้วนักลงทุนที่ซื้อขายระยะสั้น จะมีแนวโน้มที่จะใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period โดยเฉลี่ย สั้นกว่านักลงทุนที่ซื้อขายระยะกลางถึงยาว เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period หรือช่วงเวลาสั้นนั้น ค่าจะเปลี่ยนแปลงไวกว่าเส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period ยาวกว่า เนื่องจากมีตัวหารน้อยนั่นเอง เมื่อค่าเปลี่ยนไปไม่มากก็เพียงพอแล้วที่ค่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

การใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยในทางปฏิบัติ

หาจุดตัด (Crossovers)

     เมื่อราคากลับมาเป็นแนวโน้มขาขึ้น เส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period สั้นกว่าจะตัดเส้นที่มี Period ยาวกว่า เนื่องจากราคาพึ่งปรับตัวขึ้นมา การตัดในลักษณะนี้จะเรียกว่า Golden Cross ซึ่งจะใช้เป็นจุด Buy

     เมื่อราคากลับมาเป็นแนวโน้มขาลง เส้นค่าเฉลี่ยที่มี Period  สั้นกว่าจะตัดเส้นที่มี Period ยาวกว่า เนื่องจากราคาพึ่งปรับตัวลงไป การตัดในลักษณะนี้เรียกว่า Death Cross ซึ่งจะใช้เป็นจุด Sell

หาแนวรับ (Support) – แนวต้าน (Resistance)

     นอกจากเส้น MA จะใช้หาจุดตัดเพื่อคาดการณ์แนวโน้มแล้ว ยังสามารถใช้เพื่อหาแนวรับ-แนวต้านได้ด้วย โดยเมื่อราคาเคลื่อนตัวขึ้นหรือลง ย่อมต้องเคลื่อนตัวผ่านเส้น MA ใน Period ต่างๆ และในขณะที่ราคาเคลื่อนตัวมาแตะเส้นค่าเฉลี่ยนั้น นั่นแหละคือแนวรับและต้านของราคา ซึ่งจะส่งผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุน ยิ่งเป็นเส้น Period ยาวก็จะยิ่งผ่านยาก แต่ถ้าหากผ่านได้ ก็จะเป็นการ Confirm Trend นั้นๆมากขึ้นด้วย

คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้งานเส้นค่าเฉลี่ย

     เส้น MA นั้นจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อเมื่อใช้ใน Timeframe ที่เส้น MA มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญมากๆ ยิ่งมีนัยยะสำคัญมากเท่าใดยิ่งสามารถใช้งานได้ดีเท่านั้น (ยิ่งเส้น MA ใดที่เคยเป็นแนวรับ-แนวต้านสำคัญๆใน Timeframe ใดนานๆ จะทำให้เส้น MA นั้นมีนัยยะมากขึ้นตามไปด้วย ณ Timeframeนั้นๆ และโดยปกติเส้น MA ที่มี Peroid ยาวๆมักจะเป็นแนวรับ-แนวต้านที่สำคัญมากกว่าเส้น MA ที่มี Peroid สั้นๆ) ดังนั้นการใช้งานเส้น MA นั้นเราอาจเรียกเรียกได้ว่าเป็นการไล่ตามหาว่าเราควรใช้ MA เท่าไหร่ใน Timeframe ใด ที่จะทำให้ผลการคาดการณ์ออกมามีความน่าเชื่อถือที่สุด

  • ควรใช้เส้นค่าเฉลี่ยร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เช่น MACD หรือ RSI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์
  • เลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมกับ Timeframe และสภาพตลาด เนื่องจากตลาดที่มีความผันผวนอาจต้องการเส้น EMA ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ตลาดที่มีความเสถียรอาจเหมาะกับการใช้ SMA
  • ระวังการเกิดสัญญาณหลอก โดยเฉพาะเมื่อใช้งาน EMA หรือ WMA ซึ่งไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา

ข้อควรระวังในการใช้เส้นค่าเฉลี่ย

การใช้เส้น MA อาจทำให้เกิดความผิดพลาดได้หากไม่พิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีการสวิงราคาบ่อยครั้ง นักลงทุนควรใช้เส้น MA ควบคู่กับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุน

สรุปเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average)

     เส้น MA นั้นจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อเมื่อใช้ใน Timeframe ที่เส้น MA มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญมากๆ ยิ่งมีนัยยะสำคัญมากเท่าใดยิ่งสามารถใช้งานได้ดีเท่านั้น (ยิ่งเส้น MA ใดที่เคยเป็นแนวรับ-แนวต้านสำคัญๆใน Timeframe ใดนานๆ จะทำให้เส้น MA นั้นมีนัยยะมากขึ้นตามไปด้วย ณ Timeframeนั้นๆ และโดยปกติเส้น MA ที่มี Peroid ยาวๆมักจะเป็นแนวรับ-แนวต้านที่สำคัญมากกว่าเส้น MA ที่มี Peroid สั้นๆ) ดังนั้นการใช้งานเส้น MA นั้นเราอาจเรียกเรียกได้ว่าเป็นการไล่ตามหาว่าเราควรใช้ MA เท่าไหร่ใน Timeframe ใด ที่จะทำให้ผลการคาดการณ์ออกมามีความน่าเชื่อถือที่สุด