Elite Wave 1-2-3-4-5-ABC

0
Elliott-Wave

     Elliott Wave คิดค้นโดย ราฟ เนลสัน อีเลียต (Ralph Nelson Elliott) จึงให้เกียรติกับผู้ที่คิดค้นและตั้งชื่อว่า Elliott Wave ซึ่งแสดงถึงพฤติกรรมของราคาที่มีลักษณะเป็นลูกคลื่น ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมที่คล้ายๆเดิมของนักลงทุน จนสามารถนำมาคำนวณเป็นสูตรของ Elliott Wave ได้

โดยปกติแล้ว คลื่น Elliott Wave จะประกอบไปด้วย คลื่นขาขึ้นจำนวน 5 ลูก (1-2-3-4-5) และคลื่นขาลงอีก 3 ลูก (A-B-C)

หลักการของ Elliot Wave เกิดจาก 3 แนวคิดมารวมกัน คือ

1. Action = Reaction คือ เมื่อมีขึ้น ก็ย่อมมีลง เมื่อหุ้นขึ้นจนเต็มที่แล้ว ก็จะถึงจุดที่มันต้องลง และในทางกลับกัน ถ้าหุ้นมันลงจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว มันก็พร้อมจะเป็นขาขึ้น ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในลักษณะคลื่นต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
2. คลื่น ประกอบด้วย คลื่นขาขึ้น (Impulse Wave) 5 ลูก ประกอบด้วย 1-2-3-4-5 และ คลื่นขาลง (Corrective Wave) 3 ลูก ประกอบด้วย a-b-c
3. วงจรหุ้นหรือวงจรตลาด 1 รอบ จะประกอบด้วย Impulse Wave และ Corrective Wave ตามนี้ไปตลอด

Impulse Wave

คลื่น 1 เป็นคลื่นแรกหลังจากตลาดปรับฐาน การปรับตัวขึ้นจะยังไม่แรงมาก เพราะนักลงทุนไม่แน่ใจว่าข่าวร้ายหมดไปแล้ว คลื่นนี้ปริมาณการซื้อขายจะเบาบาง แต่แรงขายก็มีไม่เยอะ

คลื่น 2 เป็นการปรับฐานหลักจากนักลงทุนที่ลงทุนไปตั้งแต่คลื่น 1 ได้กำไรมาพอสมควร สาเหตุของการขายทำกำไรระยะสั้นนี้ เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้ยังไม่มั่นใจว่าตลาดจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปต่อหรือเปล่า และอาจมีนักลงทุนที่ขาดทุนตั้งแต่รอบขาลงรอบที่แล้วด้วย เพราะเชื่อว่าเป็นแค่การรีบาวน์ระยะสั้น ๆ เท่านั้น

คลื่น 3 ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคลื่น 1 และ 2 ตลาดมีความมั่นในมากขึ้น โดยปกติแล้ว คลื่น 3 นี้ จะเป็นคลื่นที่ได้กำไรมากที่สุด เพราะเป็นคลื่นที่กินระยะเวลานานกว่าคลื่น 1 และ 5 รวมทั้งส่วนใหญ่เป็นคลื่นที่มีความชันมากที่สุดอีกด้วย

คลื่น 4 เมื่อพบจุดสูงสุดของคลื่น 3 ก็จะมีแรงขายออกมา ซึ่งบริเวณนี้ ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นหรือตลาด ได้มาถึงราคาที่เหมาะสมแล้ว หรืออาจมีข่าวร้ายที่มีนัยสำคัญ กระทบต่อราคาหุ้นหรือปัจจัยตลาดอย่างรุนแรง แต่ด้วยภาวะตลาดที่เป็นขาขึ้น นักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นสูง จึงทำให้ยังมีแรงซื้อกลับจากนักลงทุนที่ยังเชื่อว่าตลาดไปต่อได้ หรือเกิดจากนักลงทุนที่ตกรถในคลื่น 3

คลื่น 5 วิ่งเพราะอารมณ์ตลาด ในคลื่นนี้ ข่าวดีจะมีเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ กลบข่าวร้ายที่มีผลต่อตลาดหมด

Corrective Wave

คลื่น a นักลงทุนจะขายออกมาในปริมาณมาก บ่อยครั้งเกิดจากข่าวร้ายที่กระทบกับปัจจัยพื้นฐานแบบฉับพลัน

คลื่น b นักเก็งกำไรระยะสั้น และนักลงทุนบางกลุ่ม ยังเชื่อว่าปัจจัยนั้นไม่น่ากระทบกับราคาหุ้นมาก จึงทำการเข้าซื้ออีกครั้ง โดยการรีบาวน์ขึ้นจะไม่สูงกว่าจุดสูงสุดของคลื่น 5

คลื่น c เกิดจากการขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Sell) นักลงทุนหมดความหวังกับหุ้นตัวนี้หรือภาวะตลาดในช่วงนั้น โดยในปลายคลื่น c แรงขายจะลดลงเหลือเบาบาง สะท้อนว่า คนที่อยากขายได้ขายออกมาจนใกล้จะหมดแล้ว

กฎและแนวทางการนับคลื่น

Rule 1 : Wave 2 can never retrace more than 100% of wave 1.
กฏข้อที่ 1 : Wave 2 จะต้องไม่ต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของ Wave 1

Wave 2 มักจะประกอบด้วยคลื่นย่อย a-b-c ถ้าเรานับคลื่นแล้วเห็นว่า Wave 2 ลงมาแรงกว่าจุดเริ่มต้นของ Wave 1 ให้รู้ทันทีว่า “ผิด” โดยสามารถนำไปใช้เป็นกลยุทธ์ในการเข้าลงทุนในจังหวะที่ดีจุดหนึ่ง ซึ่งก็คือ การเข้าซื้อในช่วงเริ่มต้นของ Wave 3
ขั้นที่ 1 ต้องดูว่า ขาลงที่เราเห็น ลงมาต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 หรือเปล่า หากไม่ต่ำกว่า และมีการดีดตัวขึ้นไป ให้เตรียมเงินไว้ทันที

ขั้นที่ 2 หากราคาหุ้นหรือดัชนี สามารถทะลุผ่านจุดสูงสุดของคลื่น 1 ได้  นักลงทุนต้อง “ซื้อตาม” (Follow Buy) เพราะมีโอกาสสูงมากที่คลื่นลูกนี้จะเป็นคลื่น 3 ซึ่งเมื่อรวมกับกฏที่ว่า “Wave 3 ต้องไม่สั้นที่สุด”ก็หมายความว่า กำไรจากการเข้าซื้อลงทุนตรงจุดนี้มีสูงมาก

กรณีที่ไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ ยกตัวอย่างเช่น เด้งแล้ว แต่ไม่สามารถผ่านจุดสุงสุดของคลื่น 1 ไปได้ หรือผ่านไปได้ แต่ดันโดนเทขายลงมาท ำให้ราคาต่ำกว่าจุดสูงสุดของคลื่น 1 อีกครั้ง สิ่งที่ควรทำ คือ “ตัดขาดทุน (Cut Loss)” ออกไปก่อน เพราะรูปแบบโครงสร้างราคาไม่ได้เป็นไปตามที่เรามองไว้

เราสามารถนำหลักการ Elliott Wave ข้อนี้ มาใช้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้ คือ “Buy The Breakout” หรือ ซื้อเมื่อทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High) ซึ่งนักเทคนิคหลายคนก็นำไปปรับใช้ในการเทรด ถึงแม้นับคลื่นไม่เป็น แต่พอเห็นรูปแบบนี้ ก็ซื้อตาม และมีโอกาสทำกำไรสูงด้วย

Rule 2 : Wave 4 may never end in the price territory of wave 1.
กฏข้อที่ 2 : Wave 4 จะต้องไม่ต่ำกว่า Wave 1

คลื่น 4 เป็นคลื่นปรับฐาน จะลงลึกเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าจุดสุงสุดของคลื่น 1 หากต่ำกว่า แสดงว่าเรานับ “ผิด” หมด ต้องเริ่มนับใหม่ ในด้านการวางแผนการเทรด สมมติว่าอยู่ในคลื่นลูกที่ 3 ด้วยกฏข้อนี้ เขาจะใช้จุดสูงสุดของคลื่นลูกที่ 1 เป็นแนวรับสำคัญ ทันทีที่หลุดแนวรับดังกล่าวลงมา แปลว่า ราคาหุ้นหรือดัชนีนั้น ๆ เข้าสู่ขาลง จุดนี้จึงถือเป็นจุด Stop Loss ที่สำคัญอีก 1 จุด

ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ ความแรงของคลื่น 4 ส่วนใหญ่จะแรงกว่าคลื่น 2 ซึ่งเป็นคลื่นขาลง (Corrective Wave) เหมือนกัน ความยากก็คือ อาจลงแบบทีเดียวจบ แล้วตามด้วยการเข้าสู่คลื่น 5 ทันทีก็ได้ ดังนั้น นักลงทุนที่เข้าลงทุนในช่วงนี้ จะต้องทนทั้งความผันผวนที่สูงขึ้น และ Upside จากการลงทุนน้อยกว่านักลงทุนที่ลงทุนในช่วงคลื่น 3 ถ้าใครจะลงทุนช่วงนี้ ควรลงทุนระยะสั้น และกำหนดจุด Stop Loss รวมทั้งต้องทำตามวินัยอย่างเคร่งครัด

Rule 3 : Wave 3 may never be the shortest impulse wave of waves 1, 3 and 5.
กฏข้อที่ 3 : Wave 3 ต้องไม่สั้นที่สุด

คำว่า ไม่สั้นที่สุด หมายถึง คลื่น 3 อาจจะเป็นคลื่นที่ยาวที่สุดในคลื่นขาขึ้น (Impulse Wave) แต่ถ้าไม่ยาวที่สุด ก็ต้องไม่สั้นที่สุด เช่น คลื่น 1 อาจยาวกว่าคลื่น 3 ก็ได้ แต่คลื่น 3 ต้องยาวกว่าคลื่น 5 ถ้าปรากฏว่า คลื่น 3 สั้นกว่าคลื่น 5 ด้วย จะทำให้่ึคลื่น 3 สั้นที่สุด ถือว่า “ผิด”

บทส่งท้าย

     Elliot Wave นั้นแม้จะเป็นการนับคลื่นที่คนกล่าวถึงกันมาก แต่มีเงื่อนไขที่ค่อนข้างเยอะ และมีรูปแบบ (Pattern) ที่ค่อยข้างดิ้นได้สูงมาก และหลายครั้งก็ไปเข้ารูปแบบอื่น เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขต่างๆด้านบน ดังนั้นการจะใช้ Elliot Wave ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมีทักษะในการดูกราฟและสามารถจำรูปแบบกราฟอื่นๆได้เยอะพอสมควรด้วย

แนวรับ-แนวต้าน ทางจิตวิทยา

0

     แนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยา อาจเรียกได้ว่าเป็นอุปทานหมู่ในเรื่องราคาซึ่งมักจะเป็นตัวเลขในหลักถ้วนๆ เช่น 5, 10, 50,  100, 500 หรือ 1,000 เป็นต้น ซึ่งสาเหตุหลักๆน่าจะเกิดจากการซื้อขายในหลักถ้วนๆเพื่อความง่ายต่อการทำรายการซื้อขาย และสาเหตุอีกส่วนคือเรื่องของความกลัวและความกล้าในการซื้อขายด้วย เพราะความกลัวและความกล้าดังกล่าวจะส่งผลต่อการเข้าซื้อและขาย จึงทำให้ระดับราคาที่เป็นหลักถ้วนๆดังกล่าวมีการพักตัวจาก Demand และ Supply ที่มาบรรจบกันที่แนวรับแนวต้าน

     อาจต้องใช้ควบคู่กับจำนวนคนที่รอซื้อ-ขาย (Volume) ในการตั้งราคาเพื่อซื้อ-ขายหากใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์(หุ้น) เนื่องจากหากเราคิดว่าราคาไม่น่าจะหลุดแนวรับเราควรจะซื้อราคาที่เหนือแนวรับขึ้นมาเล็กน้อย และในเวลาขายก็ควรขายราคาที่ต่ำกว่าแนวต้านลงมาเล็กน้อยหากคาดว่าไม่น่าผ่านแนวต้านดังกล่าว ซึ่งโดยปกติแล้ว ณ ระดับราคาที่เป็นแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยานั้นจะมี Volume อยู่จำนวนมากแทบทุกครั้ง

แนวรับแนวต้านทางจิตวิทยา
กราฟแสดงแนวรับแนวต้านทางจิตวิทยาของราคาทองคำ โดยเส้นสีแดงหมายถึงแนวที่สำคัญมาก เส้นสีส้มหมายถึงแนวที่สำคัญรองลงมาในหลัก 100 ส่วนเส้นสีเทาเป็นแนวที่ลงท้ายด้วยเลข 50

รูปแบบการกลับตัวของแท่งเทียน (CandleStick Pattern)

0
Candlestick-cheat-sheet

     การที่ราคามีการปรับตัวขึ้นสูงเกิน หรือลงต่ำเกินกว่าความเป็นจริง ราคามักปรับตัวสู่จุดราคาดุลยภาพโดยการกลับตัว ซึ่งการคาดการณ์จุดต่ำสุดและจุดสูงสุดในแต่ละคลื่นนั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่ CandleStick Pattern นี้เองที่จะเข้ามาช่วยในการคาดการณ์จุดต่ำสุงและสูงสุดนี้ได้อย่างคร่าวๆ เพื่อให้เราสามารถปรับพอร์ทการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     โดยปกติแล้วการกลับตัวมักจะเกิดขึ้นบริเวณแนวรับหรือแนวต้าน เมื่อราคามีการปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับดังกล่าว และมักมีการพักตัว ณ ระดับราคานี้นานกว่าช่วงที่ไม่ได้ผ่านระดับที่เป็นแนวรับแนวต้าน อาจกล่าวได้ว่า CandleStick Pattern เป็นรูปแบบที่มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยเมื่อราคาทดสอบระดับราคาที่มีนัยยะสำคัญ และหากไม่สามารถทะลุแนวต้าน หรือหลุดแนวรับลงไปได้จริงๆ ราคามักจะเกิดการกลับตัว และมักจะอยู่ในรูปแบบ CandleStick Pattern นี้เอง

CandleStick-Pattern

     รูปแบบการกลับตัวนั้นจำแนกออกได้หลักๆ คือ การกลับตัวลง และการกลับตัวขึ้น ในแต่ละรูปแบบ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่การกลับทิศทางในรูปแบบที่ต่างกันและชื่อเรียกที่ต่างกันสังเกตุได้จาก Hammer และ Falling Star แต่ในการใช้งานจริงนั้นเป็นเรื่องยากที่จะสามารถจำรูปแบบของการกลับตัวทั้งหมดได้ โดยเฉพาะนักเทคนิคมือใหม่ จึงแนะนำจำเพียงตัวหลักๆที่สามารถบเจอได้บ่อย ดังเช่นตัวอย่างในรูปถัดไปนี้ก่อน เนื่องจากสามารถพบเจอได้บ่อย และรูปแบบก็ค่อนข้างจะจดจำง่าย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในการมองหาจุดตัวในแต่ละคลื่น

     ซึ่งเราจะใช้เวลาสั้นลงและมองเห็นรูปแบบต่างๆได้ไวขึ้น เมื่อเรามีประสบการณ์ในการดูกราฟที่มากขึ้น รวมทั้งสามารถจำรูปแบบในการกลับตัวได้อย่างครบถ้วน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องใช้ควบคู่ไปกับการดูแนวรับแนวต้านด้วย เนื่องจากจะทำให้เราสามารถใช้งาน Candlestick Pattern ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวรับ-แนวต้าน

0
แนวรับแนวต้านทางจิตวิทยา
กราฟแสดงแนวรับแนวต้านทางจิตวิทยาของราคาทองคำ โดยเส้นสีแดงหมายถึงแนวที่สำคัญมาก เส้นสีส้มหมายถึงแนวที่สำคัญรองลงมาในหลัก 100 ส่วนเส้นสีเทาเป็นแนวที่ลงท้ายด้วยเลข 50

     แนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) เป็นแนวคิดสำคัญในการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้นหรือสินทรัพย์ต่าง ๆ การหาจุดเหล่านี้มีหลายวิธี ซึ่งบทความนี้จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นแนวนอน (Horizontal Line), เส้นแนวโน้ม (Trend Line), และเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average – MA) พร้อมทั้งเพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

แนวรับ (Support) และ แนวต้าน (Resistance) คืออะไร?

แนวรับ (Support):

  • เป็นระดับราคาที่มักจะทำให้ราคาหยุดลงไม่ต่ำไปกว่านี้เพราะมีแรงซื้อเพิ่มขึ้น ราคามักกลับตัวขึ้นเมื่อแตะระดับนี้หลายครั้ง

แนวต้าน (Resistance):

  • เป็นระดับราคาที่มักทำให้ราคาหยุดขึ้นไม่สูงไปกว่านี้เพราะมีแรงขายเพิ่มขึ้น ราคามักกลับตัวลงเมื่อแตะระดับนี้หลายครั้ง

นักลงทุนสามารถวิเคราะห์แนวรับและแนวต้านจากกราฟราคาในอดีต และเมื่อราคาผ่านแนวรับ แนวต้านไปแล้ว จะเกิดปรากฏการณ์ที่แนวรับเดิมกลายเป็นแนวต้าน และแนวต้านเดิมกลายเป็นแนวรับ

วิธีการหาแนวรับ-แนวต้าน

เส้นแนวนอน (Horizontal Line)

เส้นแนวนอนเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดสำหรับการหาจุดแนวรับและแนวต้าน นักลงทุนใช้ดูที่ระดับราคาที่เป็นจุดต่ำสุด (Low) และจุดสูงสุด (High) ของกราฟ โดยเฉพาะจุดที่ราคาเคยหยุดพักตัวหลายครั้ง เช่น จุด Low และ High ในกรอบเวลาที่สำคัญ เส้นแนวนอนนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะสามารถมองเห็นและตีความได้ง่าย

เส้นแนวโน้ม (Trend Line)

เส้นแนวโน้มช่วยให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์ทิศทางราคาในระยะยาวได้ โดยเส้นแนวโน้มที่ขาขึ้น (Uptrend) จะเกิดจากการเชื่อมต่อจุด Low ของราคาหลายจุด ส่วนเส้นแนวโน้มขาลง (Downtrend) จะเกิดจากการเชื่อมต่อจุด High ของราคา การใช้เส้นแนวโน้มในการหาจุดแนวรับ-แนวต้านนั้นจำเป็นต้องมีประสบการณ์มากกว่าเส้นแนวนอน เนื่องจากต้องตีกรอบของราคาเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างจุดต่างๆ

เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average – MA)

เส้น MA เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาย้อนหลังในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เพื่อปรับราคาที่ผันผวนให้ราบเรียบ โดยเส้น MA สามารถใช้ในการหาจุดแนวรับ-แนวต้านได้ในช่วงระยะเวลาต่างๆ เส้น MA ที่มี Period ยาวจะให้แนวรับ-แนวต้านที่แข็งแกร่งกว่าช่วงเวลาสั้น

Simple Moving Average (SMA):

การคำนวณค่าเฉลี่ยของราคาทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนดอย่างเท่ากัน เป็นเส้น MA พื้นฐานที่นักลงทุนใช้กันมากที่สุด

Exponential Moving Average (EMA):

การคำนวณค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักมากขึ้นกับข้อมูลล่าสุด ซึ่งช่วยให้นักลงทุนได้เห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของราคาที่รวดเร็วกว่าการใช้ SMA

การใช้ Fibonacci และ Volume ในการหาแนวรับ-แนวต้าน

นอกเหนือจากการใช้เส้นแนวนอนและเส้นแนวโน้ม นักลงทุนยังสามารถใช้เครื่องมือเช่น Fibonacci Retracement เพื่อหาจุดแนวรับ-แนวต้านในทิศทางการเคลื่อนที่ของราคา Fibonacci ช่วยให้คาดการณ์จุดกลับตัวได้แม่นยำขึ้นเมื่อราคาเข้าสู่ระดับสำคัญ เช่น 38.2%, 50%, และ 61.8% ของการเคลื่อนไหวของราคา

Volume (ปริมาณการซื้อขาย) ยังช่วยในการยืนยันจุดแนวรับ-แนวต้านได้ โดยหากพบว่ามีปริมาณการซื้อขายสูงในช่วงแนวรับหรือแนวต้าน จะเป็นสัญญาณว่าจุดนั้นเป็นจุดสำคัญที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ

แนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยา

ระดับราคาเช่น 1,000, 10,000, หรือ 50,000 เป็นระดับที่นักลงทุนมักมองว่าเป็นจุดที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยา เนื่องจากเป็นตัวเลขที่กลมและสวย ทำให้นักลงทุนหลายคนมองว่าราคาจะกลับตัวที่จุดนี้ สิ่งนี้เรียกว่าแนวรับ-แนวต้านทางจิตวิทยา

การประยุกต์ใช้งานในการซื้อขาย

เมื่อใช้งานแนวรับ-แนวต้าน นักลงทุนสามารถกำหนดจุดเข้าซื้อและขายทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น:

  • หากราคาตกลงมาถึงแนวรับที่แข็งแกร่งและเริ่มกลับตัว นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อในจุดนั้น
  • หากราคาขึ้นไปแตะถึงแนวต้านและมีสัญญาณการกลับตัวลง นักลงทุนอาจพิจารณาขายทำกำไร

คำแนะนำเพิ่มเติมในการใช้งานแนวรับ-แนวต้าน

  • การยืนยันแนวรับ-แนวต้าน: ควรใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น เส้น MA หรือกราฟแท่งเทียนเพื่อยืนยันการเคลื่อนที่ของราคา
  • การตั้งค่า Stop Loss: เมื่อทำการซื้อหรือขายที่แนวรับ-แนวต้าน ควรตั้งค่า Stop Loss ไว้เสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้าน

การใช้งานแนวรับ-แนวต้านในการวิเคราะห์ทางเทคนิคช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจซื้อ-ขายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น