ทองคำ (Gold)

0
Gold Bullion
Gold Bullion

     ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากในเศรษฐกิจโลก ไม่เพียงแต่เป็นโลหะที่มีความสวยงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจในฐานะสินทรัพย์สำรองและเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงินอีกด้วย

     ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำนั้นมีความหลากหลายและซับซ้อนมาก ทั้งจากภายในประเทศและปัจจัยระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วย อุปสงค์และอุปทาน, การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ, อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท, อัตราดอกเบี้ย, ภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด, ความเสี่ยงทางการเมือง, การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการปรับพอร์ททองคำของสถาบันการเงินรายใหญ่ การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้เป็นที่สิ่งสำคัญ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนสามารถวางแผนและตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนในทองคำได้ดียิ่งขึ้น

     ในบทความนี้ เราจะมาสำรวจปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำ พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่แต่ละปัจจัยมีต่อราคาทองคำ เพื่อให้นักลงทุนสามารถมองเห็นภาพรวมและนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก่อนที่จะเข้าเนื้อหา ผมอยากจะพาไปทำความรู้จักทองคำให้ดียิ่งขึ้นก่อน เพื่อที่จะได้ทราบถึงปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อราคาทองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของทองคำ

     ทองคำ (Gold) สัญลักษณ์ทางเคมีคือ AU (มาจากภาษาละตินว่า Aurum) เป็นธาตุโลหะทรานซิชัน สีเหลืองทองมันวาว เนื้ออ่อนนุ่ม สามารถยืดและตีเป็นแผ่นได้ ทองคำไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีส่วนใหญ่ ลักษณะที่พบโดยทั่วไปมักเป็นเกล็ด หรือเป็นเม็ดกลมเล็กๆ หรือเป็นก้อนใหญ่ มักมีส่วนผสมของ แร่เงิน (Ag), ทองแดง (Cu), เหล็ก (Fe) และเทลลูเรียม (Te) จะต้องนำมาผ่านขั้นตอนการถลุง เพื่อบดแยกและผ่านกรรมวิธีต่างๆ จึงจะได้เป็นแร่ทองคำบริสุทธิ์

     แร่ธาตุทองคำ เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา จากการผสมทางธรรมชาติจากน้ำแร่ร้อนผสมผสานกับสารละลายจำพวกซิลิก้า ทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่ทองคำในหินต่างๆ เช่น หินอัคนี หินชั้น และหินแปร จึงมีการพบการฝังตัวของแร่ธาตุทองคำในหิน หรือสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน ซึ่งสามารถสึกกร่อนและถูกน้ำพัดพาไปสะสมตัวในที่แห่งใหม่ เช่นตามเชิงเขา หรือลำห้วย

ประโยชน์ของทองคำ

  • วัตถุดิบสำคัญในการทำเครื่องประดับ: เหตุที่นิยมนำทองคำมาแปรรูปเป็นเครื่องประดับ เนื่องจากเป็นโลหะที่มีความ งดงามมันวาว (Lustre), คงทน (Durable), หายาก (rarity) และสามารถนำกลับไปใช้ได้ (Reuseable) ซึ่งเป็นลักคุณลักษณะเฉพาะตัวของแร่ทองคำ
  • ด้านอวกาศ: ทองคำถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของชุดนักบินอวกาศและแคปซูล เพื่อป้องกันรังสีในอวกาศที่มีพลังงานสูง นอกจากนี้ยังมีการใช้ทองคำบริสุทธิ์เคลือบระบบเครื่องยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หมวกเหล็ก เกราะบังหน้า และอุปกรณ์อื่นๆที่ใช้ในอวกาศอีกด้วย
  • วงการทันตกรรม: ทองคำถูกนำมาใช้เพื่อการครอบฟัน เชื่อมฟัน หรือการเลี่ยมทอง รวมทั้งยังใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตฟันปลอมด้วย เนื่องจากทองคำมีความคงทนต่อการกัดกร่อน การหมองคล้ำ และยังมีความแข็งแรงอีกด้วย โดยจะใช้ทองคำผสมกับธาตุอื่น เช่น แพลทินัม เป็นต้น
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีการนำทองคำมาใช้เป็นวัสดุที่ทำหน้าที่สัมผัสในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น เครื่องคิดเลข โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากทองคำมีค่าการนำไฟฟ้าสูง และมีความคงทนต่อการกัดกร่อน จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และอายุการใช้งานของเครื่องไฟฟ้าเหล่านั้น
  • ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign exchange reserves) เพื่อการลงทุนและเป็นหลักประกันทางการเงินของประเทศ โดยประเทศที่มีทองคำหนุนหลังมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐ, เยอรมนี, อิตาลี, ฝรั่งเศส, รัสเซีย และจีน ตามลำดับ
Factors affecting the price of Gold

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำ

อุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสินค้าในโลกนี้แทบทุกอย่างเกิดจากความพอใจที่จะซื้อและขาย ดังนั้นปริมาณความต้องการซื้อและขายจึงมีความสำคัญในการกำหนดราคาทองคำ สังเกตุได้จากช่วงเทศกาลที่ต้องการใช้ทองคำมากขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติ ราคาทองคำก็จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณที่ต้องการใช้ในช่วงนั้นด้วย

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index)

Dollar-Index

ถือว่ามีความสำคัญมากเนื่องจากราคาทองคำจะมีทิศทางตรงข้ามกับการเคลื่อนตัวของราคาทองคำ และจะเป็นตัวกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท หากดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลง เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย (หรือพูดง่ายๆคือ หากถือทองคำไว้ ก็จะเสียโอกาสในการรับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย ในช่วงที่ดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ราคาทองคำจึงมีแนวโน้มปรับตัวลงนั่นเอง)

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (USD/THB)

เนื่องจากทองคำมีการซื้อขายกันในเงินสกุลหลักคือดอลลาร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยนจึงมีความสำคัญเนื่องจากราคาทองคำ 96.5% ต่อน้ำหนัก 1 บาทในประเทศไทย ซึ่งมีสูตรคำนวนจาก [(Spot Gold + Premium) x 32.148 x USD/THB x 0.965] / 65.6 ดังนั้นหากค่าเงินบาทเราอ่อนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้ราคาทองคำในไทยดีดตัวขึ้น

อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate)

หากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้นักลงทุนรู้สึกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากเงินฝากมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงอย่างทองคำ ซึ่งไม่มีผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย จึงทำให้มีนักลงทุนบางส่วนขายทองคำออกสู่ตลาดมากขึ้นเพื่อโยกเงินกลับมาฝากเงิน หรือซื้อพันธบัตรต่างๆซึ่งให้ผลตอบแทนล้อไปกับอัตราดอกเบี้ย

เงินเฟ้อและเงินฝืด (Inflation & Deflation)

เมื่อระดับเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นจะส่งผลให้เงินจำนวนเท่าเดิมมีอำนาจในการซื้อลดลง เนื่องจากราคาสินค้าจะมีการปรับตัวสูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับระดับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งราคาทองคำก็เช่นกัน ซึ่งหากเกิดเงินฝืดขึ้นในระบบจะส่งผลในเชิงตรงกับเงินเฟ้อ

ความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk)

อย่างที่ได้กล่าวไปช่วงต้นว่าทองคำสามารถรักษามูลค่าตัวเองได้ดีกว่าการถือเงินสกุลต่างๆ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์โลกดูมีความเสี่ยงมากขึ้นนักลงทุนจึงมีแนวโน้มโยกเงินกลับเข้าสู่ทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน จึงส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในสถานการณ์ดังกล่าว

การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)

เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้นนั่นหมายถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจกำลังลดลง บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีผลกำไรที่เติบโตขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา หุ้นจึงมักมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ขณะที่นักลงทุนมีแนวโน้มโยกเงินกลับสู่ตลาดทุนในยามที่เศรษฐกิจเติบโตดี และขายทองคำออกมามากกว่าในช่วงอื่นๆ เนื่องจากต้องการนำเงินไปพักไว้ในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเดิม ภายใต้ความเสี่ยงที่มีแนวโน้มลดลง

การปรับพอร์ททองคำของสถาบันการเงิน

Gold-Financial-Institution

เนื่องจากสินทรัพย์และปริมาณเงินที่สถาบันถือครองอยู่มีปริมาณมาก ดังนั้นเวลาสถาบันมีการขยับพอร์ทจึงส่งผลกับตลาดมากตามไปด้วย

โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีกระแสลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์ (Dedollarisation) อันเนื่องจากความไม่มั่นใจในความแข็งแกร่งของเงินสกุลดอลลาร์ ด้วยเหตุดังกล่าวธนาคารกลางทั่วโลกจึงมีการซื้อทองคำมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงลดการถือครองดอลลาร์ลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สามารถรักษามูลค่าในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและให้การป้องกันกับต้นทุนการครองชีพที่เพิ่มขึ้น ตรงข้ามกับเงินสดที่มูลค่าลดลงเรื่อยๆตามอัตราเงินเฟ้อ ธนาคารกลางจึงต้องมีการสำรองทองคำไว้เพื่อป้องกันวิกฤตทางการเงิน และรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินนั่นเอง โดยธนาคารกลางสหรัฐเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุดน้ำหนักถึง 8 พันกว่าตัน

ปริมาณทองคำ

มนุษย์มีการขุดทองคำขึ้นมาแล้วน้ำหนักประมาณ 198,000,000 กิโลกรัม ซึ่งสามารถรวมกันเป็นลูกบาศก์ขนาดประมาณ 21 เมตรในทุกด้าน โดยแต่ละปีมีการขุดทองเพิ่มประมาณ 2,500,000 ถึง 3,000,000 กิโลกรัม แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทั่วโลก คาดกันว่าปริมาณทองคำที่เหลือให้ขุดเหลืออีกประมาณ 20% ของปริมาณทั้งหมด ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้จากเทคโนโลยีที่ช่วยให้การขุดทองจากแหล่งที่ยากขึ้นสามารถทำได้

การลงทุนทองคำในรูปแบบต่าง ๆ

เราสามารถลงทุนในทองคำได้ ผ่านหลายช่องทางด้วยกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆในการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นมุมมองของผู้ลงทุน, ระยะเวลาที่ต้องใช้เงินก้อนดังกล่าว, อัตราแลกเปลี่ยน, ค่าธรรมเนียม และต้นทุนในการจัดเก็บทองคำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้ลงทุนตัดสินใจเลือกช่องทางในการลงทุนทองคำแตกต่างกัน

จากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ช่วงปี 2020-2024 พบว่าในช่วงดังกล่าวการลงทุนในทองคำไทย ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนทองคำในช่องทางอื่น ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากค่าเงินบาทในช่วงดังกล่าวที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาทองในไทยปรับตัวสูงขึ้นกว่าตลาดโลก ขณะที่การลงทุน Gold ETF ผ่านกองทุน GLD ของ KTAM ซึ่งทำผลตอบแทนได้ดีสุดในบรรดาทองทุนทองคำในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ยังให้ผลตอบแทนน้อยกว่าเล็กน้อย ซึ่งอาจสืบเนื่องจากค่าธรรมเนียมต่างๆที่กองทุนมีการจัดเก็บ

คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ทองคำ”

     ปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลกระทบต่อราคาทองทั้งหมด แต่ผลกระทบแต่ละด้านจะมากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์แต่ละรอบว่าจะส่งผลทางด้านไหนมากกว่ากัน การที่เราเข้าใจปัจจัยพื้นฐานคร่าวๆทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความเข้าใจเรื่องทิศทางการไหลของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อหาผลตอบแทนที่มากที่สุดภายใต้ความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละกลุ่มต้องการ ซึ่งบทความต่อจากนี้จะเป็นการลงลึกในแต่ละปัจจัยพื้นฐานที่กล่าวมา รวมทั้งการดูเทคนิคอลเพื่อต่อยอดความเข้าใจให้ลึกขึ้นแต่ในแต่ปัจจัย

     โดยปกติเงินลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก (Fund Flow) มักจะย้ายไปพักตัวในสินทรัพย์ไม่กี่อย่าง คือ เงินสกุลหลักโดยเฉพาะเงิน ดอลลาร์สหรัฐ (USD), ทองคำ (Gold) และ และพันธบัตรของรัฐบาลประเทศอื่น ส่งผลให้สินทรัพย์ทั้ง 3 มีสภาพคล่องสูง ประกอบกับมีความผันผวนสูงเป็นเงาตามตัว

     เนื่องจากราคาของสินทรัพย์ดังกล่าวมีความอ่อนไหวต่อข่าว และปัจจัยที่มากระทบในทันที โดยเฉพาะในปัจจุบัน เนื่องจากข้อมูลข่าวสารสามารถเดินทางได้ไว จึงทำให้ราคาสามารถตอบรับข่าวได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งเป็นผลมาจากการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดนในปัจจุบันนั่นเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

What Drives the Price of Gold?

4 Factors Affecting Gold Rates: An Investor’s Guide

รวม 3 วิธีลงทุน “ทองคำ” ให้ผลตอบแทนต่างกันอย่างไร?

Gold price: What are the factors that impact the price of gold?

ดอกเบี้ยทบต้น

0
ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest)
ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest)

ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนของคุณอย่างต่อเนื่องโดยการเล่นกับเวลาที่ผ่านไป หากคุณเข้าใจและใช้มันอย่างถูกต้อง มันจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าคุณจะวางแผนเพื่อเกษียณ ซื้อบ้าน หรือออมเงินเพื่ออนาคต

ดอกเบี้ยทบต้นคืออะไร?

ดอกเบี้ยทบต้น คือ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่สะสมในรอบก่อนหน้า พูดง่ายๆ คือ เราได้รับดอกเบี้ยจากดอกเบี้ยอีกที ทำให้เงินลงทุนของเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

แม้หลักการของดอกเบี้ยทบต้นจะดูคล้ายๆกับ การนำเงินทุนมาลงทุนอีกรอบ (Reinvest) แต่การ Reinvest มีโอกาสที่จะทำให้เกิดรอยต่อของการลงทุนไม่มากก็น้อย เนื่องจากจะมีช่วงเวลาที่นำเงินก้อนที่ครบกำหนด กลับไปทำการซื้อสินทรัพย์เดิมอีกรอบ ส่งผลให้สูญเสียระยะเวลาในการรับผลตอบแทน (ซึ่งในกรณีนี้คือดอกเบี้ย) ไปไม่มากก็น้อย

ซึ่งหลักการของดอกเบี้ยทบต้น จะเล่นกับเวลาเป็นหลัก ยิ่งมีเวลาลงทุนนานเท่าไหร่ ก็จะส่งผลให้ ดอกเบี้ยทบต้น ได้แสดงศักยภาพออกมาได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัวนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ดอกเบี้ยทบต้น จึงมีประสิทธิภาพกว่าการ Reinvest และยังลดโอกาสในการลืมนำเงินก้อนเดิมที่ครบกำหนดกลับมาลงทุนใหม่อีกครั้งด้วย

แม้จะฟังดูดี แต่ในอีกแง่มุม หากเป็นดอกเบี้ยทบต้นของการกู้ยืม ก็จะทำให้ผู้กู้ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากขึ้นในการคือเงิน ทั้งในส่วนของดอกเบี้ยและเงินต้นมากขึ้นตามระยะเวลาที่กู้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงกล่าวถึงดอกเบี้ยเงินต้นไว้ว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

ดอกเบี้ยทบต้นสำคัญอย่างไร?

เพิ่มเงินออมอย่างรวดเร็ว

ในช่วงแรกๆ การทำงานของดอกเบี้ยทบต้นจะยังไม่แสดงศักยภาพมากนัก แต่เมื่อเวลายิ่งผ่านไปนานขึ้น ผลของดอกเบี้ยทบต้นก็จะยิ่งทรงอานุภาพ

หากสังเกตุกราฟด้านบน จะเห็นว่าในข่วง 0-1 จำเป็นช่วงที่ ดอกเบี้ยทบต้น ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า ดอกเบี้ยปกติ แต่หลังช่วงที่ 1 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยทบต้น จะให้ผลตอบแทนมากกว่า ดอกเบี้ยปกติ

สร้างความมั่นคงทางการเงิน

ด้วยหลักการของ ดอกเบี้ยทบต้น ที่เล่นกับเวลาอยู่แล้ว จึงเหมาะอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงในการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ

ตัวอย่างในกราฟด้านบนจะแสดง ความต่างของผลตอบแทนที่ต่างกัน ภายในระยะเวลาที่เท่ากัน จะสังเกตุว่า ในช่วงแรกผลตอบแทนจะแทบไม่ต่างกันเลย แต่เมื่อระยะเวลายิ่งผ่านไปนานขึ้นเรื่อยๆ สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า จะส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนของดอกเบี้ยทบต้นที่สูงขึ้นตามไปด้วย ดังกราฟด้านบน

การคำนวณดอกเบี้ยทบต้น

Compound Interest Formula
Compound Interest Formula

ตัวอย่างการคำนวน ดอกเบี้ยทบต้น

สมมติว่าคุณลงทุน 10,000 บาท กับอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี และคุณไม่ถอนเงินเลย

  • ปีที่ 1 : คุณจะมีเงิน 10,500 บาท
  • ปีที่ 2 : คุณจะมีเงิน 11,025 บาท (ดอกเบี้ยจาก 10,500 บาท)
  • ปีที่ 3 : คุณจะมีเงิน 11,576.25 บาท (ดอกเบี้ยจาก 11,025 บาท)

วิธีใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้น

หลังจากทราบถึง หลักการ และความสำคัญ ของดอกเบี้ยทบต้นไปแล้ว เราลองมาดูกันดีกว่าว่า แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง จึงจะนำหลักการของดอกเบี้ยทบต้น มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

  1. เริ่มลงทุนให้เร็วที่สุด: ยิ่งเริ่มต้นเร็ว ยิ่งมีเวลามากขึ้นให้เงินโต
  2. ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ: การลงทุนอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานได้อย่างเต็มที่
  3. เลือกการลงทุนที่ดี: เลือกการลงทุนที่ให้ดอกเบี้ยสูง แต่ต้องคำนึงถึงระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ และความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนด้วย

เรื่องราวความสำเร็จจากดอกเบี้ยทบต้น

ลองดูตัวอย่างจากเรื่องราวของ Warren Buffett นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในโลกนี้ ด้วยการเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 11 ปี และใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้นในการเพิ่มพูนความมั่งคั่งของเขา ทำให้เขาเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในปัจจุบัน

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Grace Groner ที่ลงทุนเพียง $180 ในหุ้นของ Abbott Laboratories และถือหุ้นไว้กว่า 70 ปี โดยไม่ขายออก ทำให้มูลค่าหุ้นของเธอเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า $7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่เป็นผลลัพธ์จากการที่ดอกเบี้ยทบต้นทำงานให้กับการลงทุนในระยะยาว

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • ความเสี่ยงจากการลงทุน: ทุกผลิตภัณฑ์การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาผลิตภัณฑ์การลงทุนให้หลากหลายก่อน
  • ค่าธรรมเนียม: การเลือก โบรคเกอร์ หรือ แพลตฟอร์ม ในการซื้อขายที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ อาจช่วยลดต้นทุนในการซื้อขายลงได้ แต่ต้องคำนึงถึงความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการด้วย
  • ภาษี: ถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน ดังนั้นอย่าลืมวางแผนเรื่องภาษีที่จะต้องจ่ายจากผลตอบแทนการลงทุนด้วย

สรุป “ดอกเบี้ยทบต้น”

ดอกเบี้ยทบต้นเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการเพิ่มเงินลงทุนของคุณ การเข้าใจและใช้หลักการดอกเบี้ยทบต้นให้ถูกวิธี จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้อย่าลืมปรังปรุงพอร์ทการลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วย

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

การวางแผนการเงิน ให้มีประสิทธิภาพ

0
การวางแผนทางการเงิน
การวางแผนทางการเงิน (Financial Planning)

การวางแผนทางการเงิน (Financial Planning) เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้คุณจัดการทรัพยากรทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาว เช่น การออมเพื่อเกษียณ การซื้อบ้าน หรือการศึกษาของบุตร การวางแผนทางการเงินต้องเรียนรู้ถึงวิธีการออม การใช้จ่าย การลงทุน และการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายทางการเงิน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการคือ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

ความหมายและความสำคัญ

ความหมาย

การวางแผนทางการเงิน เป็นการประเมินและปรับปรุงเพื่อให้เกิดความมั่นคงของบุคคลเพิ่มมากขึ้น ด้วยการศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องและการตัดสินใจของแต่ละบุคคล การวางแผนทางการเงินนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดหาและใช้ไปในทรัพยากร “เงิน” ของบุคคล เช่น การออม การลงทุนตามเป้าหมายของบุคคล

ความสำคัญ

การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญต่อคนทุกช่วงอายุวัย โดยวัตถุประสงค์ทางการเงินที่เคยตั้งไว้สามารถเปลี่ยนแปลงได้เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งการการวางแผนเพื่อวัยเกษียณและการวางแผนมรดกนั้นจะมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้วัยเกษียณ การวางแผนทางการเงินของแต่ละบุคคลนั้นมักจะมีแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง แน่หละว่ารวมถึงความสามารถในการรับความเสี่ยงด้วย

ขั้นตอนการเริ่มต้นลงทุน

เรามักจะลงทุนด้วยความคาดหวังว่า จะได้รับผลตอบแทนมากกว่าที่ลงทุนไป แต่การลงทุนที่ปราศจากความรู้ความเข้าใจนั้น อาจนำมาซึ่งผลขาดทุน ซึ่งอาจจะทำให้สูญเสียเงินต้นบางส่วน หรือทั้งหมดไป ดังนั้นการศึกษาขั้นตอนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเอง

  1. ตั้งเป้าหมายการลงทุน: กำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน เช่น การออมเพื่อเกษียณ การซื้อบ้าน หรือการศึกษาบุตร
  2. ศึกษาประเภทของการลงทุน: ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนประเภทต่างๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์
  3. เปิดบัญชีลงทุน: เลือกบริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารที่น่าเชื่อถือเพื่อเปิดบัญชีลงทุน
  4. จัดพอร์ตการลงทุน: กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทเพื่อกระจายความเสี่ยง
  5. ติดตามและปรับปรุง: ติดตามผลการลงทุนของคุณอย่างสม่ำเสมอและปรับแผนตามความเหมาะสม

ผลิตภัณฑ์การลงทุนตามระดับความเสี่ยง

ในโลกของการลงทุนมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เลือกลงทุนมากมาย แต่แบบไหนหละที่จะเหมาะสำหรับเรา ในบทความนี้ผมจะพาคุณไปศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยเริ่มจากบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำก่อน และมักจะมีการรับประกันเงินต้นด้วย แล้วจึงค่อยๆขยับขึ้นไปศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ทราบถึงระดับความเสี่ยง ผลตอบแทน และแน่นอน “ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์การลงทุนนั้นๆ” ด้วย

ความเสี่ยงต่ำ

  • บัญชีออมทรัพย์ : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บเงินอย่างปลอดภัย ดอกเบี้ยน้อยแต่มีความปลอดภัยสูง
  • พันธบัตรรัฐบาล : การกู้เงินจากรัฐบาลที่มีความปลอดภัยสูงและให้ดอกเบี้ยตามที่กำหนด
  • กองทุนตลาดเงิน : ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรธนาคาร

ความเสี่ยงปานกลาง

  • กองทุนรวม : รวมเงินลงทุนจากหลายๆ คนเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์
  • หุ้นกู้ : การลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน ซึ่งมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล
  • อสังหาริมทรัพย์ : การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน หรือคอนโด

ความเสี่ยงสูง

  • หุ้น : การลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงแต่มีความเสี่ยงสูง
  • คริปโตเคอร์เรนซี่ : สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น บิตคอยน์หรืออีเธอเรียม ที่มีความผันผวนสูง
  • กองทุนรวมหุ้น : กองทุนที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทต่างๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนขึ้นอยู่กับภาวะตลาดหุ้น

การวางแผนการเงินเฉพาะบุคคล

การวางแผนการเงินที่ดี ควรคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันของผู้ลงทุน และเป้าหมายทางการเงินของผู้ลงทุน เช่น ผู้ที่เริ่มต้นทำงาน ผู้ที่ใกล้เกษียณ การปรับแผนตามช่วงอายุและสถานการณ์ชีวิตจะช่วยให้การวางแผนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวางแผนการเงินเป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งต้องมีการวิเคราะห์และจัดทำแผนการลงทุน รวมถึงแผนการใช้เงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ผู้ลงทุนได้ตั้งเป้าหมายไว้

การวางแผนการเงินสำหรับผู้เริ่มต้นทำงาน

เมื่อเริ่มต้นทำงาน การจัดการเงินอาจเป็นเรื่องใหม่และท้าทาย การวางแผนการเงินควรเริ่มต้นด้วยการสร้างงบประมาณเพื่อติดตามรายรับและรายจ่าย นอกจากนี้ควรมีการเก็บออมเป็นประจำเพื่อสร้างกองทุนฉุกเฉิน โดยปกติควรมีเงินสำรองเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินประมาณ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย นอกจากนี้การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (LTF) ยังช่วยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเพิ่มโอกาสในการออมเพื่ออนาคต

การวางแผนการเงินสำหรับผู้ใกล้เกษียณ

สำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณแล้ว การวางแผนการเงินควรเน้นการรักษาทุนและสร้างรายได้ที่มั่นคงเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การประเมินและปรับปรุงพอร์ตการลงทุนเพื่อให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากในช่วงชีวิตนี้มีแนวโน้มว่า รายได้อาจเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากศักยภาพในการทำงานถดถอยลง นอกจากนี้ยังควรพิจารณาถึงการวางแผนภาษีและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อลดภาระภาษีเมื่อเกษียณด้วย

การบริหารความเสี่ยง

การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการเงินนั้น ควรจะมีความคุ้มครองในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น การประกันชีวิต การประกันสุขภาพ และการประกันทรัพย์สิน รวมถึงการแบ่งเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน การบริหารความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงทางการเงิน และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินเยอะกว่าในช่วงที่สถานการณ์ปกติ

สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบว่า ตัวเองสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน สามารถเข้าไปทำแบบประเมินความเสี่ยงได้ที่ “แบบประเมินความเสี่ยง” ซึ่งจัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์

แม้ว่าการประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินความเสี่ยงเพียงคร่าวๆ แต่ก็พอจะทำให้เราทราบได้ว่าปัจจัยอะไรบ้าง ที่ส่งผลต่อความสามารถในการรับความเสี่ยงในเบื้องต้น จากรายการคำถามของแบบประเมินความเสี่ยงแล้วนั่นเอง

ว่าแต่เราสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินในการลดความเสี่ยงได้อย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย

การทำประกันภัยต่างๆ

การประกันชีวิตเป็นการคุ้มครองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตของผู้ถือกรมธรรม์ การมีประกันชีวิตจะช่วยให้ครอบครัวหรือผู้ที่พึ่งพิงคุณได้รับการคุ้มครองทางการเงินหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นอกจากนี้การประกันสุขภาพยังช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันได้

การแบ่งเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

การสร้างกองทุนฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารความเสี่ยง ตามหลักแล้วควรมีกองทุนฉุกเฉินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินประมาณ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย การมีเงินสำรองนี้จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น การเจ็บป่วย การสูญเสียงาน หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ ได้อย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้น

การจัดการภาษี

การจัดการภาษีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการวางแผนการเงิน การใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (LTF) จะช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มโอกาสในการออมเพื่ออนาคต การจัดการภาษีเป็นกระบวนการที่ต้องการความรู้และความเข้าใจในกฎหมายภาษี

การใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี

การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว (LTF) เป็นวิธีหนึ่งในการลดภาระภาษี การลงทุนในกองทุนเหล่านี้จะได้รับการหักลดหย่อนภาษีตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มโอกาสในการออมเงินเพื่ออนาคต

การวางแผนภาษีสำหรับการเกษียณ

การวางแผนภาษีสำหรับการเกษียณเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน การใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการวางแผนการถอนเงินจากบัญชีการลงทุนในช่วงเกษียณอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มรายได้ในการเกษียณ

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

ไม่ศึกษาข้อมูลให้เพียงพอก่อนเริ่มลงทุน

ในชีวิตจริงก่อนที่เราจะเริ่มเปิดธุรกิจ จะต้องทำการศึกษาปัจจัยต่างๆที่ส่งผลกระทบก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ทำเล คู่แข่ง ค่าเช่า เพื่อลดโอกาสในการขาดทุน

การลงทุนก็เช่นเดียวกัน หากไม่ศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน นอกจากมีโอกาสที่จะประสบผลขาดทุนสูงเมื่อการลงทุนไม่เป็นไปตามคาดแล้ว ผู้ลงทุนยังจะไม่มีข้อมูลมากพอในการปรับกลยุทธในการลงทุน เนื่องจากไม่ทราบถึงข้อมูลพื้นฐานในอดีต และจะไม่เข้าใจถึงข้อมูลพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย ซึ่งผลก็คือนักลงทุนจะไม่สามารถปรับปรุงพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ลงทุนทั้งหมดในสินทรัพย์เดียว

ตามหลักการแล้ว เราไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์เดียว เนื่องจากจะทำให้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น เราจึงมักได้ยินคำแนะนำที่ว่า “แบ่งไข่ใส่ตระกร้า” เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน

แต่ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี การลดความเสี่ยง จะส่งผลให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนลดลงไปด้วย เนื่องจากเป้าหมายของการ ถัวความเสี่ยง ก็คือการลดความเสี่ยงนั่นเอง ซึ่งเมื่อความเสี่ยงลดลงแล้ว กำไรส่วนที่จะมาชดเชยความเสี่ยงก็จะหายไป แต่จะได้ “ความมั่นคงทางการเงิน” มาแทนที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการลงทุนของแต่ละคน

การตัดสินใจตามอารมณ์

ในวงการลงทุน บ่อยครั้งที่เราได้ยินข่าวว่า หุ้นตัวนั้นจะวิ่งไปเท่านั้นเท่านี้ หรือหุ้นตัวนี้กำลังจะได้โครงการนั่นโครงการนี่ หากเราฟังแล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาตรวจสอบความจริง เพื่อประเมินโอกาสในการลงทุนก่อนเริ่มลงทุนจริง ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร

แต่หากนำข้อมูลที่ได้รับมาใช้ในการลงทุน ก่อนจะตรวจสอบข้อมูลนั้น อาจทำให้เกิดความเสียหาย การลงทุน นอกจากต้องใช้ความรู้ความเข้าใจแล้ว การไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือ ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ประสบการณ์ในการลงทุนร่วมด้วย เพราะหากไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนแล้ว ก็ยากจะแยกออกว่า อันไหนเป็น ข่าวจริง หรือ ข่าวลือ

สรุปและคำแนะนำเพิ่มเติม

การวางแผนทางการเงินและการลงทุนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความรู้และการวางแผนที่ดี การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน การศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอ และการติดตามผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แหล่งอ้างอิงข้อมูล