การวิเคราะห์ทางเทคนิค

0
Technical-analysis
Technical-analysis

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) อาศัยหลักการสำคัญว่า ราคาเคลื่อนไหวตามพฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นรูปแบบที่ส่งผลต่อ “จิตวิทยาตลาด” นักลงทุนจำนวนมากจึงเริ่มคาดหวังว่า เมื่อกราฟเกิดแพทเทิร์นเดิมขึ้นอีกครั้ง ราคามักมีแนวโน้มเคลื่อนไปในทิศทางเดิม หากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาเปลี่ยนแนวโน้ม

เมื่อผู้เล่นส่วนใหญ่เชื่อในพฤติกรรมซ้ำเหล่านี้ ก็ยิ่งทำให้รูปแบบราคาเดิมเกิดซ้ำจริงมากขึ้น จึงกล่าวได้ว่า Technical Analysis คือการศึกษาพฤติกรรมราคาในอดีต เพื่อคาดการณ์แนวโน้มที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต โดยอิงทั้งรูปแบบกราฟ แนวรับแนวต้าน และจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาด

3 แนวคิดพื้นฐาน การวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ “พฤติกรรม” คือ หัวใจของเทคนิคอล

  • พฤติกรรมของราคา ณ ขณะนั้น ได้สะท้อนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแล้ว รวมถึงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไว้ด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่าแท้จริงแล้วการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นการแปรผลในเชิงคุณภาพ ให้เห็นภาพง่ายขึ้น เมื่อแสดงผลในรูปของราคา
  • ปัจจัยแต่ละปัจจัยที่เข้ามากระทบ จะส่งผลให้เกิด 2 แรง คือแรงซื้อและแรงขาย ราคาตลาดจึงเป็นราคาที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ณ ขณะนั้นแล้ว หลังจากที่รับรู้ปัจจัยต่างๆแล้ว

ราคาจะเคลื่อนไหวตามแนวโน้มเดิมจนแรงเริ่มหมด หรือมีปัจจัยอื่นเข้ามากระทบ  

  • โลกที่ข่าวสารถูกรับรู้ได้อย่างแพร่หลายได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น ผ่านระบบ Internet จุดนี้ส่งผลให้ราคามีการสวิงตัวไวขึ้นก็จริง แต่นั้นเป็นการสะท้อนราคาที่แท้จริงตามปัจจัยที่เข้ามากระทบให้เข้าสู่จุดดุลยภาพนั่นเอง
  • รับรู้ข่าวสารที่รวดเร็วในปัจจุบัน ยิ่งทำให้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย เนื่องจากส่งผลให้ราคาสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงได้แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น นั่นหมายถึง ตลาดในปัจจุบันมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

รูปแบบราคามักจะเกิดขึ้นในรูปแบบซ้ำเดิม

  • เนื่องจากราคาเป็นตัวสะท้อนอารมณ์ต่างๆของตลาด ราคาในตลาดก็ล้วนเกิดจากนักลงทุนหรือมนุษย์นั่นเอง และมนุษย์มักมีพฤติกรรมเดิมๆ นั่นคือสิ่งที่สะท้อนออกมาในรูปของราคาตลาดนั่นเอง

การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) และการระบุแนวโน้ม

พฤติกรรมของราคามักเคลื่อนไหวตามแนวโน้มที่เกิดขึ้น นักลงทุนจำเป็นต้องทำความเข้าใจแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend), แนวโน้มขาลง (Downtrend) และแนวโน้มไม่มีทิศทาง (Sideways) เพื่อหาจังหวะในการเข้าซื้อหรือขายที่ดีที่สุด การใช้เครื่องมือ เช่น เส้นแนวโน้ม (Trendlines) และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) จะช่วยในการระบุแนวโน้มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำความรู้จักแท่งเทียน

แต่ก่อนจะลงลึกในส่วนของเครื่องมือทางเทคนิคอลนั้น อยากให้นักลงทุนรู้จักกับกราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) เสียก่อน เนื่องจากเป็นรูปแบบการแสดงกราฟที่นิยมนำมาวิเคราะห์ต่อทางเทคนิคและนิยมใช้กันแพร่หลาย เมื่อนักลงทุนมีความเข้าใจในกราฟแท่งเทียนแล้ว การวิเคราะห์ทางเทคนิคย่อมจะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น มาเริ่มทำความรู้จักกับแท่งเทียนกันก่อนเลยดีกว่า

       แท่งเทียนจำนวน 1 แท่ง จะถูกใช้แทนการเคลื่อนตัวของราคาในกรอบเวลา (Time Frame) 1ช่วง ซึ่งอาจจะเป็น ชั่วโมงหนึ่ง วันหนึ่ง สัปดาห์หนึ่ง เป็นต้น สมมติว่าเราต้องการจะดูการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ซึ่งราคามีการเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง หากเราเลือก กรอบเวลาเป็น 1 วันเราจะเห็นแท่งเทียนเพียง 1 แท่ง แต่หากเราเลือกกรอบเวลาเป็น 1 ชั่วโมงในการดูการเคลื่อนไหวของราคา จะเกิดแท่งเทียนรายชั่วโมงขึ้น 24 แท่งในระยะเวลา 1 วันเท่ากัน ดังรูปด้านล่าง

       เมื่อเริ่มเข้าใจการเกิดของแท่งเทียนแล้ว ในลำดับต่อไปแนะนำให้เริ่มศึกษาการหาแนวรับ-แนวต้าน รวมทั้งสัญญาณทางเทคนิค (Indicator) เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการซื้อ-ขายในลำดับถัดไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคตต่อไป

เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ทางเทคนิค

       เครื่องมือของนักลงทุนสายเทคนิคอลแต่ละคนมักจะแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับความถนัดและความชอบส่วนบุคคล รวมถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของนักเทคนิคด้วย และมักจะมีเครื่องมือหลักๆดังนี้

การใช้เครื่องมือเสริมและการวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย

     การใช้เครื่องมือเสริม เช่น Bollinger Bands, Ichimoku Cloud, และ Average Directional Index (ADX) สามารถช่วยยืนยันสัญญาณการซื้อหรือขายได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย (Volume Analysis) เช่น การใช้ Volume Oscillator และ OBV (On-Balance Volume) จะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจความเคลื่อนไหวของตลาดได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การวิเคราะห์รูปแบบกราฟ (Chart Patterns)

     รูปแบบกราฟ เช่น Head and Shoulders, Double Top, และ Double Bottom เป็นตัวบ่งชี้ถึงการกลับตัวของราคา รูปแบบเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์ทิศทางราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การเรียนรู้การระบุรูปแบบกราฟและการนำมาใช้เพื่อทำนายแนวโน้มสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น

การจัดการความเสี่ยงและการใช้ Stop-Loss

     การจัดการความเสี่ยงเป็นส่วนสำคัญในการลงทุน การใช้เครื่องมือเช่น Stop-Loss และการตั้งเป้าหมายราคา (Target Price) สามารถช่วยให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในการขาดทุนและเพิ่มโอกาสในการทำกำไร การปรับกลยุทธ์ตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำเสมอเพื่อป้องกันการสูญเสีย

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

       นักลงทุนสายเทคนิคอลมักจะมองว่าปัจจัยพื้นฐานได้สะท้อนออกมาในรูปของราคาเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่แนะนำให้ละเลยการติดตามปัจจัยพื้นฐานประกอบการวิเคราะห์แนวโน้มด้วย เพราะพื้นฐานสามารถเปลี่ยนเทคนิคอลได้ แต่เทคนิคอลไม่สามารถเปลี่ยนพื้นฐานได้ และยังคงแนะนำให้ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานควบคู่ไปกับการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคอล ในการคาดแนวโน้มใหญ่และใช้เพื่อหาจังหวะในการเข้าซื้อและขายทำกำไรรวมทั้งตัดขาดทุน

สรุปการวิเคราะห์ทางเทคนิค

     การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis) จะทำให้ผู้ลงทุนทราบว่าควรจะลงทุนในสินทรัพย์ใด แต่การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis) จะทำให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในจังหวะที่ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อที่จะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

การปรับพอร์ททองคำของสถาบันการเงิน

0
Gold-Financial-Institution

     การปรับพอร์ททองคำของสถาบันการเงินรายใหญ่นั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยทางด้านอุปสงค์และอุปทานทองคำของสถาบันการเงินระดับประเทศ ซึ่งหมายถึงการปรับสัดส่วนทองคำหนุนหลังของแต่ละประเทศเป็นหลัก(ซึ่งมีการเคลื่อนไหวไม่บ่อยนัก) โดยประเทศที่มีทองคำหนุนหลังมากสุดคือประเทศสหรัฐ เยอรมนี อิตาลีและฝรั่งเศสตามลำดับ รวมถึงกองทุนETFทองคำรายใหญ่ของโลกอย่างเช่น กองทุน SPDR Gold Shares ETF (ทรัพย์สินรวมประมาณ34,000ล้านดอลลาร์) หรือ iShares Gold Trust ETF (ทรัพย์สินรวมประมาณ8,000ล้านดอลลาร์) และ ETFS Physical Swiss Gold Shares ETF (ทรัพย์สินรวมประมาณ1พันล้านดอลลาร์)

ทองคำถูกใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ

     ในส่วนของทองคำที่เป็นทุนสำรองของแต่ละประเทศนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศนั้นๆมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เมื่อเศรษฐกิจเติบโตได้ดีมักจะมีการเพิ่มสัดส่วนทองคำหนุนหลังของประเทศนั้นมากขึ้น และช่วงที่ประเทศประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจมักจะมีการนำทองคำหนุนหลังที่ถือครองอยู่ออกมาขายเพื่อชำระหนี้บางส่วน

     และในส่วนของกองทุน ETF ทองคำ ซึ่งมีลักษณะเป็น Passive Fund คือเป็นกองทุนที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง และการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือครองทองคำจะเกิดจากการเปลี่ยนแสดงปริมาณเงินของกองทุนจากการซื้อหรือขายของนักลงทุนที่นำเงินมาลงทุนกับกองทุนETFทองคำ

ประเทศที่ถือครองทองคำสูงสุดในปี 2016 โดย สภาทองคำโลก (WGC)

แหล่งข้อมูลจาก :: https://th.wikipedia.org/wiki/ทองคำสำรอง

สรุปการปรับพอร์ททองคำของสถาบันการเงิน

     จึงสามารถสรุปได้ว่าเมื่อประเทต่างๆ หรือกองทุน ETF ทองคำรายใหญ่มีขายทองคำออกมา จะส่งผลให้ความต้องการขายทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดปรับตัวลดลง และหากกลับกันมีการแนวโน้มต้องการถือครองทองคำมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ความต้องการซื้อทองคำในตลาดเพิ่มสูงขึ้น จึงส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น

ความเสี่ยงทางการเมือง (Political risk)

0
Political-Risk

     ความเสี่ยงทางการเมือง (Political risk) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องคำนึงถึงในการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะในการลงทุนระหว่างประเทศ ความเสี่ยงนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม และกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนและความมั่นคงของการลงทุน เพื่อทำความเข้าใจและจัดการกับความเสี่ยงทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงทางการเมืองและวิธีการจัดการเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ความหมายของความเสี่ยงทางการเมือง

ความเสี่ยงทางการเมือง หมายถึง ความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กฎหมาย และนโยบายรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุน เช่น การแปรรูปนโยบายเศรษฐกิจ การเก็บภาษีที่ไม่แน่นอน การควบคุมการเงิน การแซงชัน หรือแม้กระทั่งการเกิดสงครามหรือความไม่สงบภายในประเทศ ความเสี่ยงนี้อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าของสินทรัพย์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความมั่นคงทางการเงินของประเทศ

ประเภทของความเสี่ยงทางการเมือง

  1. ความเสี่ยงจากนโยบายรัฐบาล (Government Policy Risk): การเปลี่ยนแปลงในนโยบายของรัฐบาล เช่น การปรับเปลี่ยนกฎหมายแรงงาน การแปรรูปอุตสาหกรรม หรือการกำหนดข้อบังคับใหม่ สามารถสร้างความไม่แน่นอนและผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ
  2. ความเสี่ยงจากความไม่สงบภายในประเทศ (Internal Instability Risk): การเกิดความไม่สงบภายในประเทศ เช่น การประท้วง การก่อจลาจล หรือปัญหาทางสังคม ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและกระทบต่อตลาดการเงิน
  3. ความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk): ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น สงครามการค้า หรือความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก

ผลกระทบของความเสี่ยงทางการเมืองต่อการลงทุน

  1. ผลกระทบต่อราคาหุ้นและตลาดการเงิน: การเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองมักทำให้ตลาดหุ้นและตลาดการเงินเกิดความผันผวน นักลงทุนอาจเปลี่ยนไปลงทุนใน สินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven assets) เช่น ทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล
  2. ผลกระทบต่อการลงทุนระหว่างประเทศ: ความเสี่ยงทางการเมืองสามารถทำให้นักลงทุนระหว่างประเทศสูญเสียความเชื่อมั่นและลดการลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง หรือถอนทุนออกไปเพื่อลดความเสี่ยง
  3. ผลกระทบต่อค่าเงินและอัตราแลกเปลี่ยน: การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสามารถส่งผลกระทบต่อค่าเงินของประเทศได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีปัญหาทางการเมืองที่รุนแรง ค่าเงินอาจอ่อนค่าลงเนื่องจากการขายออกของนักลงทุน

การจัดการความเสี่ยงทางการเมืองในการลงทุน

  1. การกระจายการลงทุน (Diversification): การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทและในหลายประเทศสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศใดประเทศหนึ่ง
  2. การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสถียร (Safe-Haven Assets): การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสถียร เช่น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล หรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ สามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
  3. การใช้เครื่องมือการเงินในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging): การใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น สัญญาอนุพันธ์ (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมือง
  4. การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง: การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อการลงทุน

การวางแผนการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงทางการเมือง

เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ทางการเมือง นักลงทุนควร:

การทำการศึกษาและติดตามการวิเคราะห์การเมือง: การทำความเข้าใจในเหตุการณ์ทางการเมืองและการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด: การตรวจสอบและปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทางการเมือง

สรุปความเสี่ยงทางการเมือง

     ความเสี่ยงทางการเมืองเป็นปัจจัยที่สำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณาในการวางแผนการลงทุน การทำความเข้าใจถึงลักษณะและผลกระทบของความเสี่ยงนี้ การกระจายการลงทุน การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และการใช้เครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงเป็นสิ่งที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ในระยะยาว

วัฏจักรเศรษฐกิจ

0
วัฏจักรเศรษฐกิจ
วัฏจักรเศรษฐกิจ

     เมื่อเศรษฐกิจดำเนินไปย่อมส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงวนไปในลักษณะซ้ำๆเดิม เรียกว่า วัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) เราจึงควรทำความเข้าใจลักษณะในแต่ละช่วงของวัฏจักรเพื่อให้เข้าใจ และสามารถวางแผนเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละช่วงมีความเหมาะสมที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่ต่างประเภทกัน ซึ่งในวัฏจักรเศรษฐกิจ 1 รอบนั้น จะประกอบด้วย ระยะตกต่ำ ระยะฟื้นตัว ระยะรุ่งเรื่อง และระยะถดถอย เมื่อเกิดครบทั้ง 4 ระยะดังกล่าว จะเรียกว่า 1 รอบวัฏจักรเศรษฐกิจ

ระยะตกต่ำ (Slum)

ระยะตกต่ำ (Slum) เป็นช่วงที่มีอัตราการว่างงานสูง ความต้องการซื้อน้อยกว่ากำลังการผลิต (สินค้าเหลือเยอะ) กำไรตกต่ำ และการลงทุนใหม่มีความเสี่ยงสูง เป็นช่วงที่น่าลงทุนใน พันธบัตร หรือหุ้นในกลุ่มต่อไปนี้

  • เทคโนโลยี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มปรับตัวได้ดี โดยเฉพาะเมื่อเศรศฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
  • อุตสาหกรรม เมื่อเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว ผู้บริโภคจึงมีแนวโน้มจะใช้จ่ายมากขึ้นในอนาคต
  • วัตถุดิบพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ เมื่อผู้บริโภคมีแนวโน้มจะบริโภคเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตจึงมักมีการเตรียมวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเพื่อรองรับกำลังซื้อในอนาคต

ระยะฟื้นตัว (Expansion)

ระยะฟื้นตัว (Expansion) เป็นช่วงที่มีการจ้างงาน รายได้ และการบริโภคปรับตัวสูงขึ้น มีการนำกำลังการผลิตที่เหลือกลับมาใช้ และการลงทุนใหม่มีโอกาสเติบโตได้ดี เป็นช่วงที่น่าลงทุนใน หลักทรัพย์(หุ้น) โดยเฉพาะหลักทรัพย์ในกลุ่มต่อไปนี้

  • อุตสาหกรรม ในช่วงที่วัฏจักรเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว กำลังซื้อมักมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • พลังงาน เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ความต้องการจึงพลังงานมากขึ้นตาม
  • ข้าวของเครื่องใช้ จึงมีแนวโน้มฟื้นตัวตามเช่นกัน

ระยะรุ่งเรื่อง (Peak)

ระยะรุ่งเรื่อง (Peak) เป็นช่วงที่กำลังการผลิตถูกนำกลับมาใช้จนเต็มที่ อาจเกิดการขาดแคลนแรงงานหรือวัตถุดิบ สินค้ารวมถึงบริการจึงมีปรับตัวราคาสูงและผลกำไรได้ดี เป็นช่วงที่น่าลงทุนใน ทองคำ หรือหุ้นในกลุ่มต่อไปนี้

  • พลังงาน ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่จะเพิ่มในปริมาณที่ลดลง
  • ข้าวของเครื่องใช้ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่เพิ่มในปริมาณที่ลดลงเช่นกัน
  • กลุ่มโรงพยาบาลหรือการแพทย์ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มถึงจุดอิ่มตัว นักลงทุนจะเริ่มมองหาหุ้นในกลุ่ม Defendsive Stock มากขึ้น

ระยะถดถอย (Recession)

ระยะถดถอย (Recession) เป็นช่วงที่ผลผลิต การจ้างงาน และผลกำไรลดลง ซึ่งจะต่อด้วยระยะตกต่ำ ระยะฟื้นตัว และตามด้วยระยะรุ่งเรืองวนไปเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจตามรูปด้านบน เป็นช่วงที่น่าลงทุนใน เงินฝาก หรือหุ้นในกลุ่มต่อไปนี้

  • โรงพยาบาลหรือการแพทย์ เป็น Defendsive Stock ชั้นดี เนื่องจากทุกคนมีโอกาสเจ็บป่วยตลอดเวลา
  • สาธารณูปโภค มีโครงสร้างรายได้แน่นอน และได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อย
  • สถาบันการเงิน เมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา การลดดอกเบี้ยจะเป็นแรงจูงใจให้เกิดการขอสินเชื่อมากขึ้น

สาเหตุที่วัฏจักรเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง

  • เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับ อุปสงค์ และ อุปทาน อย่างรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น จึงส่งผลให้ จุดดุลยภาพ ในขณะนั้นมีการเปลี่ยนแปลง
  • ผลจากปัจจัยภายนอก เช่น สงคราม ปัจจัยทางการเมือง สภาพอากาศ และโรคระบาด เป็นต้น
  • การพัฒนาหรือการค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ ปริมาณเงินในระบบ และระดับการบริโภค
  • การดำเนิน นโยบายกการเงิน และนโยบายการคลัง เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ที่ส่งผลให้ วัฏจักรเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นหรือช้าลงได้

วัฏจักรเศรษฐกิจ 1 รอบ มีระยะนานแค่ไหน ?

ในแต่ละระยะไม่จำเป็นต้องมีระยะเวลาเท่ากัน แต่โดยเฉลี่ยมักจะมีระยะเวลาประมาณ 2-5 ปี ดังนั้น 1 รอบวัฏจักรเศรษฐกิจ จึงมักกินเวลา 10 ปีโดยประมาณ เราจึงมักจะได้ยินคำพูดที่ว่าทุกๆ 10 ปี มักจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ 1 รอบ

เมื่อเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับ วัฏจักรเศรษฐกิจ ก็จะสามารถวางกลยุทธในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าเราจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นนั่นเอง